Google GOOGLE เว็บไซต์นี้ เว็บไซต์ EC ทั้งหมด
งานวิจัย
การเข้าใจความหมายและการจัดการกับความเจ็บป่วยของผู้ป่วยโรคจิตเภท
สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ                                                                                            แบบ ว-1 ด
(ฉบับปรับปรุงปี พ.ศ. 2556)
แบบเสนอโครงการวิจัย (research project)
ประกอบการเสนอของบประมาณ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2559 ตามมติคณะรัฐมนตรี
------------------------------------
ชื่อโครงการวิจัย
(ภาษาไทย) การเข้าใจความหมายและการจัดการกับความเจ็บป่วยของผู้ป่วยโรคจิตเภท
 (ภาษาอังกฤษ) Understanding and coping with illness of Schizoprenia  patients
ชื่อแผนงานวิจัย
(ภาษาไทย) ความหลากหลายและการประมวลวัฒนธรรมของผู้ป่วยที่มารับบริการสุขภาพจิต
 (ภาษาอังกฤษ) Cultural formulation and diversity of patient who derived mental health service
ส่วน ก : ลักษณะโครงการวิจัย
                โครงการวิจัยใหม่
                I. ความสอดคล้องของโครงการวิจัยกับยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 11  (พ.ศ. 2555-2559)
                - ข้อ 2 ยุทธศาสตร์การพัฒนาคนสู่สังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิตอย่างยั่งยืน
                - ข้อ 2.2 การพัฒนาคุณภาพคนไทยให้มีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลง, ข้อ 2.3 การส่งเสริมการลดปัจจัยเสี่ยงด้านสุขภาพอย่างเป็นองค์รวม และข้อ 2.5 การเสริมสร้างความเข้มแข็งของสถาบันทางสังคม
                II. ความสอดคล้องของโครงการวิจัยกับนโยบายและยุทธศาสตร์การวิจัยของชาติ ฉบับที่ 8   (พ.ศ. 2555-2559) 
                - ยุทธศาสตร์การวิจัยที่ 1 การสร้างศักยภาพและความสามารถเพื่อการพัฒนาทางสังคม
                - กลยุทธ์การวิจัยที่ 3 ส่งเสริมสุขภาพ การป้องกันโรคอุบัติใหม่ การรักษาพยาบาล การฟื้นฟูสมรรถภาพทางกายและจิตใจ การพึ่งพาตนเองด้านสุขภาพ รวมถึงการคุ้มครองผู้บริโภค
                - แผนงานวิจัยที่ 3.1 การวิจัยเกี่ยวกับการป้องกันและส่งเสริมการดูแลรักษาและฟื้นฟูสุขภาพ
                III. ความสอดคล้องของโครงการวิจัยกับกลุ่มเรื่องที่ควรวิจัยเร่งด่วนตามนโยบายและยุทธศาสตร์การวิจัยของชาติ (พ.ศ. 2555-2559) 
                - ข้อ 7 การส่งเสริมสุขภาพ การป้องกันโรค การรักษา และการฟื้นฟูสุขภาพ
                IV. ความสอดคล้องของแผนงานวิจัยกับนโยบายรัฐบาล
                - นโยบายเร่งด่วนที่จะเริ่มดำเนินการในปีแรก : เรื่อง พัฒนาระบบประกันสุขภาพ
                - นโยบายระยะการบริหารราชการ 4 ปี ของรัฐบาล : นโยบายการพัฒนาสุขภาพของประชาชน
ส่วน ข : องค์ประกอบในการจัดทำโครงการวิจัย
1. ผู้รับผิดชอบโครงการวิจัย
                                                นายแพทย์วรพงษ์               ศรีสิทธิพจน์         (20%)
นายแพทย์พูนพัฒน์          กมลวุฒิพงศ์         (20%)
นายณรงค์                          ตั้งวงศ์                    (20%)
นายอดิศักดิ์                         ชัยศิริ                     (20%)
นางสาวกรรณิการ์             ชื่นสมบัติ              (10%)
นางสาวมนัญญา               วาที                         (10%)
ที่ปรึกษางานวิจัย :               ศาสตราจารย์ ดร. ศิริพร  จิรวัฒน์กุล
                                                ดร. จิตรศิริ  ขันเงิน
2. ประเภทการวิจัย:            การวิจัยพื้นฐาน (basic research)
3. สาขาวิชาการและกลุ่มวิชาที่ทำการวิจัย: วิทยาศาสตร์การแพทย์
 
4. คำสำคัญ (keywords) ของโครงการวิจัย
การเข้าใจความหมาย, การจัดการกับความเจ็บป่วย, โรคจิตเภท,  โรงพยาบาลจิตเวชเลยราชนครินทร์
5. ความสำคัญและที่มาของปัญหาที่ทำการวิจัย
                จากการศึกษาในภาพรวมของโรงพยาบาลจิตเวช1  12 แห่ง พบว่า  ผู้ป่วยจิตเภทเป็นกลุ่มผู้ป่วยที่รับไว้รักษาในโรงพยาบาลมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ  68.66  โดยในปี 2549 ผู้ป่วยจิตเวชกลับเป็นซ้ำ  ต้องรับไว้รักษาในโรงพยาบาลจิตเวชภายใน  28  วัน  จำนวน  1966  ราย  คิดเป็นร้อยละ  5.68  ผลจากความเจ็บป่วนนี้  ส่งผลกระทบต่อทั้งผู้ป่วย  ครอบคัว  สังคมและประเทศชาติเป็นอย่างมาก  และจากข้อมูลของกองสารสนเทศ กรมสุขภาพจิต พบว่าสถิติผู้ป่วยในที่รับไว้รักษาในโรงพยาบาล โรคจิตเภทเป็นโรคทางจิตเวชที่พบในวัยทำงานสูงสุด2 ทั้งในผู้ป่วยเพศชายและเพศหญิง  การดำเนินโรคจะมีลักษณะค่อยเป็นค่อยไป มีความผิดปกติของความคิด อารมณ์ การรับรู้และพฤติกรรม มีอาการหลงผิด และบางครั้งมีอาการประสาทหลอนร่วมด้วย นอกจากนี้ผู้ป่วยจะมีบุคลิกภาพเปลี่ยนไป ไม่สนใจตนเองและสิ่งแวดล้อม การแต่งกายสกปรกและแปลก มีพฤติกรรมแยกตัวเอง  ยิ้มหัวเราะคนเดียว และบางครั้งมีอาการรุนแรงเห็นได้อย่างชัดเจน เช่น การทำร้ายตนเองหรือผู้อื่น ทำลายข้าวของ พฤติกรรมก้าวร้าว และทะเลาะวิวาท3
              ปัจจุบันการบำบัดรักษาด้วยยาทางจิตเวช ได้รับการยอมรับว่าสามารถทำให้ผู้ป่วยใช้ชีวิตอยู่ในสังคมได้ใกล้เคียงกับบุคคลปกติทั่วไป การรักษาจึงมีจุดมุ่งหมายให้ผู้ป่วยกลับไปอยู่กับครอบครัวและชุมชนให้ได้มากที่สุด ในขณะที่ผู้ป่วยได้รับการเตรียมความพร้อมในการกลับสู่สังคมเดิม แต่ครอบครัวและสังคมที่ผู้ป่วยอาศัยอยู่มักมีความเชื่อ ค่านิยม ทัศนคติ ความรู้ ความเข้าใจในเรื่องของความเจ็บป่วยด้วยโรคจิตเวชและต่อตัวผู้ป่วยที่เป็นอุปสรรคต่อบูรณาการทางสังคมของผู้ป่วย มีความเชื่อในทางพระพุทธศาสนาเรื่องการยอมรับว่าความเจ็บป่วยที่เกิดขึ้นนั้นเป็นเพราะการกระทำอกุศลกรรมในอดีตของตน จึงต้องเกิดมารับผลกรรมนั้นโดยไม่สามารถจะหนีพ้นได้ ทำให้ตนต้องยอมรับสภาพของการเจ็บป่วย การยอมรับจึงกลายเป็นลักษณะของการ “ยอมจำนน” ต่อการเจ็บป่วย ถ้าไม่หมดกรรมก็ไม่สามารถรักษาให้หายได้ ถ้าเป็นญาติผู้ดูแลก็ยอมจำนนที่จะต้องรับหน้าที่ดูแลผู้ป่วย อำนาจกรรม  จึงอยู่เหนือการควบคุมและผู้ป่วยเชื่อว่าตนไม่สามารถที่จะต่อสู้และเอาชนะได้ ต้องก้มหน้ารับกรรมหรือชดใช้กรรมไปจนกว่าจะหมดกรรมหรือตายจากกัน จึงปล่อยตามยถากรรมหรือสุดแต่เวรแต่กรรม การยอมรับในลักษณะนี้ทำให้ญาติและผู้ป่วยรู้สึกว่าตนไม่มีพลังอำนาจ-ไร้ความหวัง
              เนื่องจากยังไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับการเข้าใจความหมายและการจัดการกับความเจ็บป่วยของผู้ป่วยโรคจิตเภทที่โรงพยาบาลจิตเวชเลยราชนครินทร์ ซึ่งมีลักษณะผู้ป่วยที่มีลักษณะชาติพันธุ์ที่หลากหลาย การวิจัยนี้จึงสนใจที่จะศึกษาวิจัยเชิงคุณภาพในเชิงปรากฏการณ์วิทยาและชาติพันธุ์วรรณนา เพื่อเข้าใจความหมายและการจัดการกับความเจ็บป่วยของผู้ป่วยโรคจิตเภทที่มารับการรักษาแบบผู้ป่วยใน โรงพยาบาลจิตเวชเลยราชนครินทร์
6. วัตถุประสงค์ของโครงการวิจัย
- เพื่อศึกษาการเข้าใจความหมายเกี่ยวกับความเจ็บป่วยของผู้ป่วยโรคจิตเภทที่มารับการรักษาแบบผู้ป่วยใน โรงพยาบาลจิตเวชเลยราชนครินทร์
- เพื่อศึกษาการจัดการกับความเจ็บป่วยของผู้ป่วยโรคจิตเภทที่มารับการรักษาแบบผู้ป่วยใน โรงพยาบาลจิตเวชเลยราชนครินทร์
7. ขอบเขตของโครงการวิจัย
      การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ (qualitative study) จะศึกษาเฉพาะผู้ป่วยโรคจิตเภทที่มารับบริการโรงพยาบาลจิตเวชเลยราชนครินทร์เท่านั้น
8. กรอบแนวความคิดของโครงการวิจัย
       การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยการสังเกตการณ์อย่างมีส่วนร่วม การสัมภาษณ์เชิงลึก และการจดบันทึก อิงกรอบแนวความคิดของปรากฏการณ์วิทยา เพื่อทำความเข้าใจการเข้าใจความหมายและการจัดการกับความเจ็บป่วยของผู้ป่วยโรค    จิตเภท และแนวความคิดชาติพันธุ์วรรณนาในกรณีที่ผู้ป่วยมีความเชื่อเฉพาะกลุ่มชาติพันธุ์ โดยแนวคำถามที่ใช้อิงมาจากแบบสัมภาษณ์การประมวลวัฒนธรรมของผู้ป่วย (cultural formulation interview) ซึ่งทำให้เข้าใจอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม, คำอธิบายอาการทางวัฒนธรรม, ปัจจัยทางวัฒนธรรมซึ่งมีผลต่อการปรับตัวต่อความเครียดทางจิตสังคม รวมไปถึงความสัมพันธ์ระหว่างแพทย์และผู้ป่วย
9. การทบทวนวรรณกรรม/สารสนเทศ (information) ที่เกี่ยวข้อง
            พระมหาชาติชาย ใบทับทิม และกิติพัฒน์  นนทปัทมะดุล4 ศึกษาวิจัยเรื่อง การดำเนินชีวิตในสังคมหลังการบำบัดของผู้ป่วยจิตเภทโรงพยาบาลศรีธัญญา โดยเป็นการทำความเข้าใจ การดำเนินชีวิตของผู้ป่วยและครอบครัว  พบว่าการเข้าใจในการตีความหมายของสัญลักษณ์ที่เกี่ยวข้อง ในปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้ป่วย ญาติ และสังคม เมื่อโลกและประสบการณ์เป็นสิ่งที่ขึ้นอยู่กับการตีความหมาย ผู้ป่วยและญาติพึงได้รับการส่งเสริมให้มีพลังอำนาจในการกำหนดสร้างความหมายที่เหมาะสมและเป็นประโยชน์ ที่ทำให้ผู้ป่วย รวมทั้งญาติไม่ถูกกีดกัน เบียดขับ รังเกียจ จนต้องกลายเป็นคนชายขอบ สาธารณชนพึงได้รับการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องต่อ
                                      วันดี สุทรังษี, ศรีสุดา วนาลีสิน, อุไร หัตถกิจ5   วิจัยเชิงชาติพันธุ์วรรณา ทางการพยาบาล มีวัตถุประสงค์เพื่ออธิบายวัฒนธรรมอิสลามที่เกี่ยวกับมุสลิมที่เป็นโรคจิตเภท การให้ความหมายและกิจกรรมของการดูแล รวบรวมข้อมูลจากผู้ให้ข้อมูลหลัก 13 ราย และผู้ให้ข้อมูลทั่วไป 19 ราย เป็นมุสลิมอาศัยอยู่ในจังหวัดหนึ่งของภาคใต้ โดยวิธีการสัมภาษณ์เจาะลึกและบันทึกเทป การสังเกตอย่างมีส่วนร่วม รวมถึงการสะท้อนกลับ การจดบันทึกและการบันทึกภาพ วิเคราะห์ข้อมูลพร้อมกับการเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยวิธีการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพแบบชาติพันธุ์วรรณาทางการพยาบาลของไลนิงเกอร์ พบว่า วัฒนธรรมอิสลามที่เกี่ยวข้องกับการดูแลผู้ป่วยจิตเภท คือ 1) การดูแลผู้เป็นโรคจิตเภทมีความสัมพันธ์กับบุญและบาป 2) การป่วยเป็นโรคจิตเภทไม่ได้ถือว่าเป็นตราบาป 3) การรักษาผู้ที่เป็นโรคจิตเภทต้องมีความสอดคล้องกับหลักศาสนาอิสลาม 4) เชื่อว่าการหายหรือไม่หายในการรักษาผู้เป็นโรคจิตเภทขึ้นกับพระประสงค์ของอัลลอฮ. และ 5) การปฏิบัติศาสนกิจมีความสำคัญสำหรับผู้เป็นโรคจิตเภทที่ไม่มีอาการทางจิต ความหมายสำหรับการดูแลผู้ป่วยจิตเภท มี 4 ลักษณะ คือ 1) เป็นเรื่องของความรักและความเอาใจใส่ 2) เป็นภาระหน้าที่ของสมาชิกครอบครัว 3) เป็นการยอมรับว่าเป็นบทบาทที่ถูกกำหนดโดยอัลลอฮ. และ 4) เป็นการทดสอบความอดทน สำหรับกิจกรรมการดูแลมุสลิมที่เป็นโรคจิตเภท ประกอบด้วย 1) แสวงหาการรักษาที่เหมาะสมสำหรับมุสลิมที่เป็นโรคจิตเภท 2) การตอบสนองอย่างเหมาะสมเพื่อควบคุมพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม 3) การช่วยเหลือให้ผู้เป็นโรคจิตเภทปฏิบัติกิจวัตรประจำวัน 4) การป้องกันผู้เป็นโรคจิตเภทไม่ให้ได้รับอันตราย และ 5) การป้องกันผู้เป็นโรคจิตเภทไม่ให้ได้รับบาป ผลการศึกษา มีความสำคัญต่อการนำไปประยุกต์ในการจัดการดูดแลผู้รับบริการมุสลิมให้สอดคล้องกับความเชื่อและวิถีชีวิต รวมถึงการบรรจุเนื้อหาจากการศึกษาครั้งนี้เข้าในหลักสูตรการพยาบาลข้ามวัฒนธรรม
                                      จุฬาลักษณ์ ช่ำชอง 6 บรรยายการให้ความหมายและประสบการณ์การดูแลตนเองของผู้ป่วยจิตเภทที่ไม่ป่วยซ้ำ โดยใช้วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพตามแนวคิดปรากฏการณ์วิทยาของ Husserlian ผลการวิจัย พบว่าผู้ป่วยจิตเภทที่ไม่ป่วยซ้ำ ให้ความหมายการดูแลตนเอง คือ การที่สามารถปฏิบัติกิจวัตรประจำวันได้ด้วยตนเอง ไม่เป็นภาระของบุคคลอื่น เป็นการดูแลเพื่อให้มีร่างกายแข็งแรง จิตใจสดใส อยู่ร่วมกับครอบครัว สังคมได้อย่างปกติไม่มีอาการกำเริบ ประสบการณ์การดูแลตนเองของผู้ป่วยจิตเภทที่ไม่ป่วยซ้ำ ประกอบด้วย 4 ประเด็นหลัก ดังนี้ 1) ประสบการณ์การดูแลตนเองด้านร่างกาย จำแนกเป็น 2 ประเด็นย่อย ได้แก่ การใช้ยาตามแผนการรักษาของแพทย์และ การงดสารกระตุ้นประสาท 2) ประสบการณ์การดูแลตนเองด้านจิตใจ จำแนกเป็น 2 ประเด็นย่อย ได้แก่ การทำงานและ/หรือกิจกรรมที่ทำให้เกิดความภาคภูมิใจและผ่อนคลายและ การปรับความคิดและจิตใจ 3) ประสบการณ์การดูแลตนเองด้านสังคม จำแนกเป็น 2 ประเด็นย่อย ได้แก่ การปฏิบัติตนเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวและ การปฏิบัติตนเป็นส่วนหนึ่งของสังคม 4) ประสบการณ์การดูแลตนเองด้านจิตวิญญาณ จำแนกเป็น 2 ประเด็นย่อย ได้แก่ การปฏิบัติกิจกรรมตามความเชื่อทางศาสนาและ การฝึกจิตให้สงบ การศึกษาครั้งนี้ทำให้เข้าใจถึงความหมายและประสบการณ์การดูแลตนเองของผู้ป่วยจิตเภทที่ไม่ป่วยซ้ำ สามารถนำมาใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาการศึกษา การปฏิบัติการพยาบาลและการวิจัยทางการพยาบาลที่เกี่ยวข้องกับการดูแลตนเองของผู้ป่วยจิตเภทต่อไป
10. เอกสารอ้างอิงของโครงการวิจัย
1.ปราชญ์  บุณยวงศ์วิโรจน์ และคณะ.  การประชุมวิชาการสุขภาพจิตนานาชาติ ครั้งที่ 3. 25 -27 สิงหาคม 2547, 2547:329.
2.กรมสุขภาพจิต. (2549).  รายงานประจำปี. นนทบุรี กรมสุขภาพจิต. กรมสุขภาพจิต  กระทรวงสาธารณสุข .คู่มือการดูแลผู้ปวยโรคจิตเภท สาหรับพยาบาล รพท./รพช.โรงพยาบาลสวนปรุง 2551
3.สมภพ เรืองตระกูล. (2545).  ตำราจิตเวชศาสตร์. (พิมพ์ครั้งที่6). กรุงเทพมหานคร :โรงพิมพ์เรือนแก้ว.
4.พระมหาชาติชาย ใบทับทิม และกิติพัฒน์  นนทปัทมะดุล.(2548).บูรณาการทางสังคมของผู้ป่วยจิตเภทหลังการบำบัดรักษา: การดำเนินชีวิตในสังคมของผู้ป่วยโรงพยาบาลศรีธัญญา .คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
5.วันดี สุทรังษี, ศรีสุดา วนาลีสิน, อุไร หัตถกิจ.การดูแลผู้เป็นโรคจิตเภทของสมาชิกครอบครัวตามมุมมองของอิสลาม.คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
6.จุฬาลักษณ์ ช่ำชอง(2547).ประสบการณ์การดูแลตนเองของผู้ป่วยจิตเภทที่ไม่ป่วยซ้ำ.วิทยานิพนธ์ (พย.ม.)--จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2547
11. ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ
ด้านวิชาการ
                -ทราบการเข้าใจความหมายและการจัดการกับความเจ็บป่วยของผู้ป่วยโรคจิตเภทที่มารับการรักษาแบบผู้ป่วยใน โรงพยาบาลจิตเวชเลยราชนครินทร์
ด้านนโยบาย
                                      - เป็นข้อมูลพื้นฐานเชิงคุณภาพ ในโรงพยาบาลจิตเวชเลยราชนครินทร์ เพื่อวางแผนให้การบริการและวิจัยต่อไปในอนาคต
                                   ด้านสังคมและชุมชน
                                      - เข้าใจบริบททางสังคมวัฒนธรรมที่มีผลต่อความเข้าเข้าใจความหมายและการจัดการกับความเจ็บป่วยของผู้ป่วยโรคจิตเภท
12. แผนการถ่ายทอดเทคโนโลยีหรือผลการวิจัยสู่กลุ่มเป้าหมาย
นำเสนอข้อค้นพบให้กับผู้ให้ข้อมูลเพื่อตรวจสอบความเข้าใจ การตีความของผู้วิจัย
13. วิธีการดำเนินการวิจัย และสถานที่ทำการทดลอง/เก็บข้อมูล
สนามหรือสถานที่วิจัยหลัก
              หอผู้ป่วยในและแผนกผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลจิตเวชเลยราชนครินทร์
การเลือกผู้ให้ข้อมูลหลัก (key informant)
              เป็นผู้ป่วยได้รับการวินิจฉัยโรคจิตเภท โดยจิตแพทย์ ที่มารับการรักษาแบบผู้ป่วยใน โรงพยาบาลจิตเวชเลยราชนครินทร์ อยู่ในช่วงอายุ 15 ปี ขึ้นไป    ในช่วงเวลาที่กำหนด
ใช้หลักเลือกจากลักษณะเบี่ยงเบนจากคนทั่วไป (extreme or deviant case sampling) เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ละเอียดในแง่มุมใหม่ ๆ เลือกผู้ให้ข้อมูลที่มีประสบการณ์เกี่ยวกับวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน
เครื่องมือที่ใช้ในการวัดตัวแปร
              แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป เช่น เพศ, อายุ, เชื้อชาติ, ภาษา, ภูมิลำเนา, ศาสนา, อาชีพ, การศึกษา, รายได้, รสนิยมทางเพศ และเพศภาวะ
ทีมผู้วิจัยผ่านการอบรมวิจัยเชิงคุณภาพ จากแผนการฝึกอบรมนักวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้แนวคำถามที่ใช้อิงมาจากแบบสัมภาษณ์การประมวลวัฒนธรรมของผู้ป่วย (cultural formulation interview)
การเก็บรวบรวมข้อมูล              ทีมผู้วิจัยเก็บรวมรวมข้อมูลจากผู้ป่วยได้รับการวินิจฉัยโรคจิตเภท ที่มารับการรักษาแบบผู้ป่วยใน โรงพยาบาลจิตเวชเลยราชนครินทร์ อยู่ในช่วงอายุ 15 ปี ขึ้นไป ในช่วงเวลาที่กำหนด โดยผู้ป่วยได้รับการจำหน่ายออกจากโรงพยาบาลแล้ว เริ่มเก็บข้อมูลตั้งแต่ก่อนผู้ป่วยกำลังจะได้รับการจำหน่ายออกจากโรงพยาบาลประมาณ 1 สัปดาห์ และในการนัดติดตามการรักษาครั้งแรกที่แผนกผู้ป่วยนอก ผ่านวิธีการสัมภาษณ์เชิงลึก, สัมภาษณ์ผู้ดูแลหรือครอบครัวของผู้ป่วย, สัมภาษณ์กลุ่มชุมชนของผู้ป่วย และเก็บข้อมูลพื้นฐานจากเวชระเบียนของผู้ป่วย นำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์ข้อมูลร่วมกัน
การวิเคราะห์ข้อมูล (Data Analysis)
                วิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีการวิเคราะห์เนื้อหา 7 ขั้นตอนของ Colaizzi’s method คือ
1) อ่านข้อความที่ถอดจากเทปเสียงจากการสัมภาษณ์อย่างละเอียด
2) code คำพูด หรือประโยคที่สำคัญหรือพูดถึงบ่อย ๆ ออกมาก
3) สร้างดัชนีจากข้อความโดยอิงแนวคิด รูปแบบทางวัฒนธรรม
4) จัดประเภท ทำหมวดหมู่ข้อมูล จากดัชนีประมวลข้อมูล
5) ตีความ เชื่อมโยงประเภท และหมวดหมู่ข้อมูล
6) หาความหมายของคำ เหตุการณ์ หรือวาทกรรมที่ค้นพบ
7) นำเสนอข้อค้นพบให้กับผู้ให้ข้อมูลเพื่อตรวจสอบความเข้าใจ การตีความของผู้วิจัย
การตรวจสอบข้อมูล
           ใช้วิธีการตรวจสอบสามเส้า (triangulation) ดังนี้
1. ตรวจสอบข้อมูลโดยการศึกษาประเด็นเดียวกัน แต่ใช้ข้อมูลที่มาจากหลายแหล่ง เพื่อให้ได้มุมมองที่หลากหลาย แหล่งข้อมูลในที่นี้หมายถึงช่วงเวลาที่ต่างกัน สถานที่ต่างกัน ผู้ให้ข้อมูลและ                   ผู้รวบรวมข้อมูลต่างกัน
2. ใช้วิธีการเก็บข้อมูลตั้งแต่ 2 วิธีขึ้นไปในการเก็บข้อมูลที่ศึกษาในประเด็นเดียวกัน
3. ใช้นักวิจัยและผู้เชี่ยวชาญตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป ที่มีความเชี่ยวชาญต่างสาขากันมาพิจารณาข้อมูล ผลการวิเคราะห์ประเด็นเดียวกัน เพื่อให้ได้คำอธิบายปรากฏการณ์ที่มีหลากหลายมุมมอง
4. ใช้ทฤษฏีหรือแนวคิดหลาย ๆ อย่างมาพิจารณา วิเคราะห์ข้อมูลต่าง ๆ ในประเด็นเดียวกัน เพื่อให้การอธิบายปรากฏการณ์ที่ศึกษากระจ่าง ชัดเจน ครบถ้วนทุกมิติ
 
 
 
 
 
 
 
14. ระยะเวลาทำการวิจัย และแผนการดำเนินงานตลอดโครงการวิจัย
 
หัวข้อ
ระยะเวลาดำเนินการ
(พฤศจิกายน 2558 – มิถุนายน 2559)
 
พ.ย. ธ.ค. ม.ค. ก.พ. มี.ค. เม.ย. พ.ค. มิ.ย.
1. ประชุมทีมวิจัยเพื่อมอบหมายความรับผิดชอบและเสนอโครงการเข้าคณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์              
2.ทีมวิจัยประชุมพิจารณาแนวคำถามในการสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้ป่วย, ผู้ดูแลและครอบครัว, ชุมชน              
3.ทีมวิจัยดำเนินการเก็บข้อมูล การสนทนากลุ่ม และการสัมภาษณ์เชิงลึก              
4.วิเคราะห์ข้อมูลและเขียนข้อค้นพบ              
5. จัดประชุมเวทีสาธารณะ เพื่อนำเสนอข้อค้นพบและรับฟังข้อคิดเห็น ทั้งเวทีในกลุ่มผู้ป่วย, ผู้ดูแลและครอบครัว และชุมชน              
6.สรุปรายงาน/เผยแพร่              
                   
15. ปัจจัยที่เอื้อต่อการวิจัย (อุปกรณ์การวิจัย  โครงสร้างพื้นฐาน ฯลฯ)
                - สถานที่หรือสนามที่วิจัย ทำในโรงพยาบาลจิตเวชเลยราชนครินทร์ เป็นสถานที่ทำงานของทีมวิจัยเอง จึงค่อนข้างสะดวกในการเข้าถึงสนามวิจัย
                - ที่ปรึกษางานวิจัย เป็นผู้เชี่ยวชาญ มีประสบการณ์ในการทำวิจัยเชิงคุณภาพ สามารถเป็นพี่เลี้ยงให้ทีมวิจัยได้
16. งบประมาณของโครงการวิจัย
- ค่าตอบแทนที่ปรึกษางานวิจัย                        2 คน x 20,000                                                    40,000   บาท
- ค่าตอบแทนการปฏิบัติงานของวิจัย              60           บาท/คน/ครั้ง x 10 คน x 20 วัน      84,000 บาท
- ค่าตอบแทนผู้ให้ข้อมูล                                    100         บาท/คน/ครั้ง x 40 คน                       4,000 บาท
-ค่าที่พัก                                                                 1,500     บาท/วัน x 10 วัน x 6 คน                  90,000 บาท
- ค่าวัสดุ                                                                                                                                                1,500     บาท
- ค่าถอดเทป                                                         400         บาท/ชม. X 10 วัน                              4,000 บาท
- ค่าวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ                                                                                                       5,000     บาท
- ค่าจัดทำรายงานวิจัย                                                                                                                         5,000     บาท
- ค่าพิมพ์รายงานวิจัย                                                                                                                         10,000   บาท
- ค่าบริการจัดการโครงการ                                                                                                               1,000 บาท
- ค่าสำเนาเอกสาร                                                                                                                               3,000     บาท
- ค่าแปลบทคัดย่อเป็นภาษาอังกฤษ                                                                                 800 บาท
รวม                                                                                                                                        248,300 บาท
 
 
 
 
 
 
17. ผลสำเร็จและความคุ้มค่าของการวิจัยที่คาดว่าจะได้รับ
             ได้ผลสำเร็จเบื้องต้น (preliminary results) เป็นองค์ความรู้ การเข้าใจความหมายและการจัดการกับความเจ็บป่วยของผู้ป่วยโรคจิตเภทของโรงพยาบาลจิตเวชเลยราชนครินทร์ เพื่อนำไปต่อยอดงานวิจัยในอนาคต
 
 
ลงลายมือชื่อ หัวหน้าโครงการวิจัย
                                                                          …………………………………………
                                                                            (นายแพทย์วรพงษ์   ศรีสิทธิพจน์)
                                                                                  ...12...../.....ก.ย....../...2557......         

เอกสารดาวน์โหลด
วันที่ประกาศ : 2015-09-10 17:28:53 | ดาวน์โหลด : 2824 | ดู : 2706
 
 

โรงพยาบาลจิตเวชเลยราชนครินทร์ @2014
กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข