Google GOOGLE เว็บไซต์นี้ เว็บไซต์ EC ทั้งหมด
องค์ความรู้
สมรรถนะทางวัฒนธรรม
สมรรถนะทางวัฒนธรรม (Cultural Competence)
เรียบเรียงโดย บุษบงก์ วิเศษพลชัย/สํานักวิจัยสังคมและสุขภาพ
นพ.พูนพัฒน์  กมลวุฒิพงศ์, เบ็ญจา นิ่มนวล/ รพ.จิตเวชเลยราชนครินทร์
 
ในสังคมมนุษย์ทุกสังคม มีวัฒนธรรมดำรงอยู่ในฐานะองค์ประกอบสำคัญ เพื่อเป็นตัวกำหนดสภาพหรือลักษณะของสังคม เป็นแบบแผนในการปฏิบัติตัว การให้คุณค่าในการดำรง และดำเนินชีวิตของคนในสังคมเป็นตัวกำหนดพฤติกรรมหรือความประพฤติของมนุษย์ในแต่ละสังคม รวมทั้งเป็นตัวกำหนด นิยามความหมายและแบบแผนทางสุขภาพด้วย วัฒนธรรมและสุขภาพ จึงเป็นสิ่งที่สัมพันธ์เชื่อมร้อย และมีปฏิสัมพันธ์ต่อกันอย่างเป็นพลวัต แตกต่างกันไปในแต่ละสังคมวัฒนธรรม (1, 2)
ความสนใจในความร้อยรัดกันของวัฒนธรรมและสุขภาพนี้ ปรากฏให้เห็นตั้งแต่ในราวต้นคริสต์ศตวรรษที่ 19 เมื่อบันทึกของนักจักรวรรดินิยม พ่อค้า และมิชชันนารี จากโลกตะวันตก ที่บรรยายถึงเรื่องราวของสังคม วัฒนธรรมที่แตกต่างหลากหลาย ในส่วนต่างๆ ของโลก ที่พวกตนได้เดินทางไปพบเห็น ได้ ทำให้เกิดความสนใจ และกลายเป็นวัตถุดิบชั้นดี ที่ทำให้เกิดการตีความ การวิเคราะห์ปรากฏการณ์เหล่านั้นของนักคิดนักวิชาการในประเทศโลกตะวันตก จนเกิดเป็นประเด็น แนวคิด ทฤษฎีทางมานุษยวิทยาในเวลาต่อมา ทั้งยังส่งผลให้เกิดการพัฒนาองค์ความรู้ จนเกิดเป็นแนวคิดที่สำคัญๆ หลายแนวคิด ที่นำมาสู่การพัฒนาระบบริการสุขภาพ เช่น แนวคิด “แบบจำลองคำอธิบาย” (Explanatory Model) ของ Arthur Kleinman จิตแพทย์ และนักมานุษยวิทยาการแพทย์ผู้มีชื่อเสียงจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด (Harvard University)
 
                Kleinman เสนอว่า ในขณะที่การแพทย์ตะวันตกให้ความสำคัญต่อการรักษาโรค (disease) ในมิติทางชีววิทยาการแพทย์ โดยอธิบายการเกิดโรคว่า เป็นการปรับตัวและการทำงานที่ผิดปกติทางชีวภาพ และด้านจิตสรีระ (psycho - physiologic process) แต่ผู้ป่วย และครอบครัว กลับรับรู้ และสร้างคำนิยาม ความหมายการอธิบายความเจ็บป่วย (illness) ด้วยอิทธิพลที่สร้างมาจากการกล่อมเกลาของสังคม วัฒนธรรม ของตนเอง ซึ่งส่งผลต่อมาสู่การตอบสนองต่อความเจ็บป่วย การแสวงหาวิธีการรักษาของผู้ป่วย และครอบครัว Kleinman จึงเสนอให้บุคลากรสุขภาพ มองสุขภาพ และความเจ็บป่วย ผ่านมุมมองของผู้ป่วย ด้วยการตั้งคำถาม เกี่ยวกับการให้ความหมายต่อความเจ็บป่วย การรับรู้อาการผิดปกติ ความรุนแรงของการเจ็บป่วย การรับรู้สาเหตุของการเจ็บป่วย ความเชื่อต่อการรักษา ความคาดหวังต่อผลการรักษา เพื่อสร้างความเข้าใจร่วมกัน (1)
                นอกจากนี้ยังมี แนวคิดการดูแลทางวัฒนธรรม (Cultural Care) ของ Madeleine Leininger พยาบาลผู้ได้รับปริญญาเอกด้านมานุษยวิทยาสังคมวัฒนธรรมจากมหาวิทยาลัยวอชิงตัน (University of Washington) ซึ่งเสนอว่าการดูแลผู้ป่วย ต้องสอดคล้องตามความต้องการ ตามเชื้อชาติและวัฒนธรรมของผู้ป่วย การจัดการพยาบาลจึงจำเป็นต้องวิเคราะห์ถึงปัจจัยต่างๆ ทั้งหมด ที่มีอิทธิพลต่อสุขภาพหรือการเจ็บป่วยของบุคคลในบริบทสังคมวัฒนธรรมนั้นๆ ด้วย “โมเดลพระอาทิตย์ขึ้น” (Sunrise Model) เพื่อให้เข้าใจถึงโลกทัศน์ และโครงสร้างทางสังคมของแต่ละบุคคลในแต่ละสังคมวัฒนธรรม (3)

 
                ดังนั้น ด้วยความสัมพันธ์กันอย่างแนบแน่น เป็นพลวัตรของวัฒนธรรมและสุขภาพเช่นนี้ การทำความเข้าใจกับ “วัฒนธรรม” เพื่อสร้าง “ระบบบริการสุขภาพ” ที่สามารถจะตอบสนองต่อความต่างทางวัฒนธรรมอย่างมีคุณภาพ ทั่วถึง และเท่าเทียมจึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับบุคลากรสุขภาพอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
สมรรถนะทางวัฒนธรรม (Cultural Competence) คืออะไร
                สมรรถนะ คือ คุณลักษณะเชิงพฤติกรรมที่เป็นผลมาจากความรู้ ทักษะ ความสามารถ และคุณลักษณะอื่นๆ ที่ทำให้บุคคลสามารถสร้างผลงานได้โดดเด่นกว่าเพื่อนร่วมงานอื่นๆ ในองค์กร กล่าวคือ การที่บุคคลจะแสดงสมรรถนะใดสมรรถนะหนึ่งได้ มักจะต้องมีองค์ประกอบทั้งด้านความรู้ ทักษะ ความสามารถและคุณลักษณะอื่น ๆ ตัวอย่างเช่น สมรรถนะการบริการที่ดี ซึ่งหมายถึง สามารถให้บริการที่ผู้รับบริการต้องการได้นั้น หากขาดองค์ประกอบต่างๆ ได้แก่ ความรู้ในงาน หรือทักษะที่เกี่ยวข้อง เช่น ทักษะด้านการค้นหาข้อมูลจากคอมพิวเตอร์ และคุณลักษณะของบุคคลที่เป็นคนใจเย็น อดทน ชอบช่วยเหลือผู้อื่นแล้ว บุคคลก็ไม่อาจจะแสดงสมรรถนะของการบริการที่ดี ด้วยการให้บริการที่ผู้รับบริการต้องการ
McClelland  (4)ได้อธิบายแนวคิดเรื่องสมรรถนะ ผ่านการอธิบายด้วยโมเดลภูเขาน้ำแข็ง (Iceberg Model) (ภาพที่ 3) ว่า ความแตกต่างระหว่างบุคคลเปรียบเทียบได้กับภูเขาน้ำแข็งที่ประกอบไปด้วยสองส่วน คือ ส่วนแรกที่เห็นได้ง่ายและพัฒนาได้ง่าย เสมือนส่วนที่ลอยอยู่เหนือน้ำของภูเขาน้ำแข็ง ซึ่งก็คือส่วนขององค์ความรู้และทักษะต่าง ๆ ที่บุคคลมีอยู่ และมีทั้งส่วนที่มองเห็นได้ยากที่เป็นส่วนที่ใหญ่กว่า เช่นเดียวกับส่วนของภูเขาน้ำแข็งที่จมอยู่ใต้ผิวน้ำ ซึ่งได้แก่ แรงจูงใจ อุปนิสัย ภาพลักษณ์ภายใน และบทบาทที่แสดงออกต่อสังคม ซึ่งเป็นส่วนที่มีผลต่อพฤติกรรมในการทำงานของบุคคลอย่างมากและเป็นส่วนที่พัฒนาได้ยาก

อันนำมาสู่แนวคิดของสมรรถนะทางวัฒนธรรม ที่เน้นการสะท้อนคิดเพื่อเรียนรู้ตนเองมากกว่าการสร้างเพียงแค่ความรู้และทักษะเท่านั้น (3, 5-9)
ดังนั้น สมรรถนะทางวัฒนธรรม (Cultural competence) หมายถึง กลุ่มของพฤติกรรม, เจตคติ, ทักษะ, นโยบายและกระบวนการ ที่ช่วยให้เจ้าหน้าที่ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีประสิทธิผล ในบริบทของความแตกต่างทางวัฒนธรรม ในทุกระดับขององค์กร (10)
ทำไมต้องมี “สมรรถนะทางวัฒนธรรม
“ประเทศที่แบ่งแยกเป็นส่วนๆ ด้วยความไม่เข้าใจกันในเชื้อชาติ ศาสนาและวัฒนธรรม จะตกอยู่ในอันตราย” เป็นข้อเสนอของ Dr. Carter G. Woodson ชาวแอฟริกันอเมริกัน ที่มีพ่อแม่เป็นอดีตทาสคนแรก ที่เรียนจนจบปริญญาเอกทางประวัติศาสตร์จากมหาวิทยาลัยฮาวาร์ด เขานำเสนอแนวคิดนี้ใน ปี ค.ศ.1927 ด้วยความพยายามที่จะสร้างการศึกษาประวัติศาสตร์วัฒนธรรมของคนผิวดำ เพราะเขาเชื่อว่าการสร้างความรู้ความเข้าใจในวัฒนธรรมอื่น ๆ ที่อยู่ร่วมกันในสังคมเดียวกันเป็นสิ่งจำเป็น ซึ่งอาจถือได้ว่าเป็นยุคแรกๆ ของการเริ่มต้นให้ความสนใจในสมรรถนะวัฒนธรรม (11)
อย่างไรก็ดีช่วงเวลาที่นับว่าเป็นยุคของการพัฒนา การให้ความสนใจในแนวคิดสมรรถนะทางวัฒนธรรมอย่างจริงจังในโลกตะวันตก น่าจะมีจุดเริ่มต้นช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ที่เกิดจากความตื่นตัวเรื่องแนวคิดสิทธิมนุษยชน (Human Rights)  ที่มีหลักการสำคัญคือ มนุษย์ทั้งหลายมีอิสรเสรี เท่าเทียมกันและบุคคลชอบที่จะมีสิทธิตามปฏิญญานี้ โดยไม่แบ่งแยก เช่น สีผิว, เชื้อชาติ, เพศ, ภาษา ประกอบกับกระแสโลกาภิวัตร ที่ทำให้เกิดการอพยพย้ายถิ่นฐานของผู้คนทั่วโลกจำนวนมาก ที่มีมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่สอง ต่อด้วยยุคสงครามเย็น และการล่มสลายของค่ายคอมมิวนิสต์ ที่ทำให้ประเทศต่าง ๆ ในโลก มีประชากรหลากถิ่นและวัฒนธรรม อพยพเข้ามาอยู่ในกรอบของรัฐอย่างหลากหลาย (12)
หลักสิทธิมนุษยชนที่เน้นความเท่าเทียมกัน ไม่แบ่งแยก และการต้องเผชิญหน้ากับผู้คนจากหลากหลายวัฒนธรรม ก่อให้เกิดการตั้งคำถามใหม่ ๆ ที่ท้าทายต่อการอยู่ร่วมกัน ก่อให้เกิดกระแสของความ
พยายามในการสร้างสมรรถนะวัฒนธรรมขึ้นในหลากหลายกลุ่มอาชีพ เช่น นักบิน นักการทูต นักธุรกิจตลอดจนผู้ให้บริการในระบบบริการสุขภาพขึ้นในหลาย ๆ ประเทศ
                บทความทางวิชาการในระดับนานาชาติ มีหลักการที่พบร่วมกันเกี่ยวกับสมรรถนะทางวัฒนธรรม (Cultural competency) โดยมีหลักสำคัญ ดังต่อไปนี้ (10)
                - สิทธิ (Rights) รวมถึง สิทธิมนุษยชน และ สิทธิพื้นฐานของบุคคลทุกคนที่จะเข้าถึงบริการทางสุขภาพที่จำเป็น
                - ความต้องการทางกฎหมาย (Meeting legislative requirements) เช่น โอกาสการทำสัญญาอย่างเป็นธรรม
                - ความรับผิดชอบ (Responsibility) เช่น ได้รับการบอกถึงเรื่องสิทธิและกฎหมาย
                - ความหลากหลาย (Diversity) ไม่ควรปฏิบัติกับทุกคนเหมือนกันหมด ควรยอมรับและเคารพความแตกต่างทางวัฒนธรรม และประสบการณ์ที่หลากหลาย
                - ความเท่าเทียมและความเป็นหนึ่งเดียวกัน (Equity & inclusiveness) เช่น คุณภาพของการเข้าถึงบริการ และ ไม่แบ่งแยกกัน
 
โมเดลกระบวนการพัฒนารูปแบบการให้บริการทางสุขภาพ ที่เน้นสมรรถนะทางวัฒนธรรม
                แนวคิดของ Campinha-Bacote ได้เสนอโมเดลกระบวนการพัฒนารูปแบบการให้บริการทางสุขภาพ ที่เน้นสมรรถนะทางวัฒนธรรม (The process of cultural competence in the delivery of healthcare services model) ซึ่งเป็นกระบวนการที่ประกอบด้วยแนวคิดหลัก 5 ประการ ดังนี้ (13)
                1. การตระหนักรู้เกี่ยวกับวัฒนธรรม (cultural awareness) หมายถึง กระบวนการรู้คิดของบุคลากรสุขภาพที่เล็งเห็นถึงความสำคัญของ การให้คุณค่า ความเชื่อ วิถีชีวิต พฤติกรรม และวิธีการแก้ปัญหาของผู้ใช้บริการต่างวัฒนธรรม กระบวนการตระหนักรู้นี้ยังรวมถึงการตรวจสอบความอคติของตนเองต่อวัฒนธรรมอื่น ๆ และการสำรวจเชิงลึก (in-depth exploration) ถึงเบื้องหลังวัฒนธรรมตนเอง ซึ่งเป็นกระบวนการหลักที่จะนำไปสู่ความเข้าใจอย่างลึกซึ้งถึงวัฒนธรรมของตนเอง หากบุคลากรสุขภาพยังไม่เข้าใจลึกซึ้งในวัฒนธรรมตนเอง ก็มีโอกาสที่จะเกิดพฤติกรรมการบริการ ที่ไม่เหมาะสมต่อผู้ใช้บริการต่างวัฒนธรรมได้
2. การมีทักษะเกี่ยวกับวัฒนธรรม (cultural skill) คือ ความสามารถของบุคลากรสุขภาพในการเก็บข้อมูลเกี่ยวกับประวัติและปัญหาของผู้รับบริการ การมีความไวทางวัฒนธรรม (cultural sensitivity) รวมถึงการเรียนรู้วิธีประเมินความต่างทางวัฒนธรรม (cultural assessment) และการประเมินสุขภาพ เพื่อให้ได้มาซึ่งความต้องการที่แท้จริงของผู้รับบริการ ได้อย่างถูกต้อง เหมาะสม และครอบคลุม ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างความร่วมมือกับผู้รับบริการเพื่อให้เกิดการดูแลแบบองค์รวมที่สอดคล้องกับบริบทของวัฒนธรรม
3. การมีองค์ความรู้เกี่ยวกับวัฒนธรรม (cultural knowledge) คือ การแสวงหาความรู้พื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับโลกทัศน์ (world view) ของบุคคลที่มีความแตกต่างกันทางวัฒนธรรม เพื่อให้สามารถเข้าใจโลกทัศน์ของผู้รับบริการผ่านมุมมองของผู้รับบริการเอง (emic view) โดยองค์ความรู้เหล่านี้สามารถศึกษาได้จากศาสตร์ต่าง ๆ เช่น การบริการข้ามวัฒนธรรม มานุษยวิทยาการแพทย์ มานุษยวิทยาทางวัฒนธรรม จิตวิทยาต่างวัฒนธรรม และสังคมวิทยา นอกจากนี้องค์ความรู้พื้นฐานทางวัฒนธรรมยังรวมไปถึงลักษณะเฉพาะทางด้านร่างกาย ชีววิทยา และสรีรวิทยาที่มีความแตกต่างกันในแต่ละกลุ่มชาติพันธุ์
4. ความสามารถในการเผชิญและจัดการกับวัฒนธรรม (cultural encounter) หมายถึง การที่บุคลากรสุขภาพมีความสามารถ ในการจัดบริการที่เหมาะสมสำหรับผู้รับบริการที่มีภูมิหลังทางวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน มีการสื่อสารทั้งทาง วัจนภาษา และอวัจนภาษา อย่างถูกต้องเหมาะสม ตามกาลเทศะของแต่ละวัฒนธรรม การหาประสบการณ์โดยการเข้าไปอยู่ร่วม ในสังคมต่างวัฒนธรรม จึงเป็นสิ่งสำคัญเพราะประสบการณ์ในลักษณะนี้จะช่วยให้เกิดการเรียนรู้จากประสบการณ์ตรง
5. ความปรารถนาที่จะมีสมรรถนะทางวัฒนธรรม (cultural desire) ของบุคลากรทางสุขภาพ ที่ทำให้ต้องการเข้าไปสู่กระบวนการพัฒนาสมรรถนะทางวัฒนธรรม อันเป็นขั้นที่สูงสุดของสมรรถนะทางวัฒนธรรม
กระบวนการของการสร้างสมรรถนะทางวัฒนธรรม
โดยในกระบวนการของการสร้างสมรรถนะทางวัฒนธรรมนั้น Terry L. Cross และ คณะ(14)เสนอว่า การสร้างสมรรถนะทางวัฒนธรรมเป็นกระบวนการพัฒนา ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง 6 ระยะ  คือ

1. ระยะของการทำลายวัฒนธรรม (cultural destructiveness) คือ การที่อคติ ความลำเอียง ความดูถูก เหยียดหยามในวัฒนธรรมที่แตกต่างได้กลายเป็นเครื่องมือของการทำลายล้างวัฒนธรรมอื่น ด้วยอำนาจการเมือง นโยบาย และปฏิบัติการ
2. ระยะที่ไม่มีความสามารถทางวัฒนธรรม (cultural incapacity) การที่ผู้ให้บริการขาดความสามารถ ขาดความเข้าใจจึงละเลยที่จะให้บริการข้ามวัฒนธรรม
3. ระยะที่ไม่รู้ไม่เข้าใจเกี่ยวกับวัฒนธรรม (cultural blindness) คือ การที่มีความสามารถแต่มองไม่เห็น ไม่ใส่ใจกับกระบวนการที่จะทำให้เกิดการบริการที่เท่าเทียมกัน
4. ระยะก่อนการมีสมรรถนะทางวัฒนธรรม (cultural pre-competence) คือการที่ผู้ให้บริการมีความตระหนักรู้และกำลังพยายามสร้างระบบริการที่มีสมรรถนะวัฒนธรรม
5. ระยะมีสมรรถนะทางวัฒนธรรม (cultural competency) แล้ว
6. ระยะของการใช้สมรรถนะทางวัฒนธรรมอย่างมีประสิทธิผล (cultural proficiency) ซึ่งเป็นระยะของการมีสมรรถนะโดยไม่รู้ตัว คือ สามารถให้บริการที่เหมาะสมกับวัฒนธรรมของผู้ใช้บริการอย่างอัตโนมัติ
 แนวคิดสมรรถนะทางวัฒนธรรมของ Purnell’s Model (15)
รูปแบบสมรรถนะทางวัฒนธรรมของ Purnell นี้ ได้รับการพัฒนาขึ้น โดยมีแนวคิดพื้นฐานมาจากหลากหลายทฤษฎี ได้แก่ การจัดองค์การ การบริหาร, การติดต่อสื่อสาร, พัฒนาการครอบครัว รวมถึงความรู้ด้านมานุษยวิทยา, สังคมวิทยา, จิตวิทยา} กายวิภาคศาสตร์, สรีรวิทยา, ชีววิทยา, นิเวศวิทยา, โภชนาการ, เภสัชวิทยา, ศาสนา, ประวัติศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ กฎหมาย และภาษาศาสตร์
 ข้อสันนิษฐานเบื้องต้น (major assumptions) ของแนวคิด มีดังนี้
1. บุคลากรทุกสาขาวิชาชีพจำเป็นต้องได้รับข้อมูล เกี่ยวกับวัฒนธรรมที่หลากหลาย
2. บุคลากรทุกสาขาวิชาชีพมีความเข้าใจร่วมกัน เกี่ยวกับมโนมติด้านสังคม ชุมชน ครอบครัว และสุขภาพ
3. วัฒนธรรมหนึ่ง ๆไม่ได้ดีกว่าอีกวัฒนธรรมหนึ่ง เพียงแต่ว่าวัฒนธรรมเหล่านั้นมีความแตกต่างกัน
4. ทุกวัฒนธรรมมีส่วนร่วมที่มีความคล้ายคลึงกัน
5. ความแตกต่างเกิดขึ้นได้ทั้งภายในวัฒนธรรมนั้นเองหรือระหว่างวัฒนธรรม
6. วัฒนธรรมเปลี่ยนแปลงอย่างช้า ๆ ตามกาลเวลาในแต่ละสังคม
7. การกำหนดลักษณะสำคัญหลักและรองของแต่วัฒนธรรมแตกต่างกันขึ้นอยู่กับวัฒนธรรมหลักของวัฒนธรรมนั้นๆ
8. ถ้าผู้ป่วยมีส่วนร่วมในการดูแล และเลือกกำหนดเป้าหมายทางสุขภาพ การวางแผน และการรักษา ผลการรักษาจะดีขึ้น
9. วัฒนธรรมมีอิทธิพลอย่างมากต่อบุคลากรแต่ละคน ในการตีความและตอบสนองต่อการดูแลรักษา  
10. บุคคลและครอบครัว เป็นเพียงส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมที่หลากหลาย
11. บุคคลแต่ละคน ต้องได้รับความเคารพในความเป็นปัจเจกบุคคลและวัฒนธรรมของเขา
12. ผู้ให้การดูแลจำเป็นต้องเข้าใจเกี่ยวกับวัฒนธรรมทั่วไปและวัฒนธรรมเฉพาะของผู้รับบริการเพื่อที่จะไวต่อการดูแลได้อย่างมีสมรรถนะทางวัฒนธรรม
13. ผู้ดูแลที่สามารถประเมิน, วางแผนและให้การรักษา ได้อย่างมีสมรรถนะทางวัฒนธรรม จะทำให้การดูแลผู้ป่วยดีขึ้น
14. การเรียนรู้ทางวัฒนธรรม เป็นกระบวนการต่อเนื่องและพัฒนาในรูปแบบที่หลากหลาย แต่สิ่งที่เป็นพื้นฐาน คือการเผชิญหน้ากับวัฒนธรรมนั้น
15. ความมีอคติ สามารถลดความเข้าใจในวัฒนธรรมได้
16. การที่จะทำงานให้มีประสิทธิภาพนั้น บุคลากรทางสาธารณสุขจำเป็นต้องมีการสะท้อนความเข้าใจเกี่ยวกับค่านิยม, ความเชื่อ, ทัศนคติ, วิถีชีวิต และโลกทัศน์จากหลาย ๆ กลุ่มชนและแบบแผนการผสมผสานวัฒนธรรมนั้น ๆ
17. ความแตกต่างทางเชื้อชาติและวัฒนธรรม ทำให้ต้องมีการปรับเปลี่ยนมาตรฐานการรักษาด้วย
18. การตระหนักรู้ในวัฒนธรรม (Cultural awareness) ช่วยทำให้ผู้ดูแลรักษามีความตระหนักรู้ในตนเอง (Self-awareness) ด้วย
19. ในทุกวิชาชีพ องค์กร และสมาคมมีวัฒนธรรมเฉพาะของตนเอง ซึ่งสามารถที่จะนำมาวิเคราะห์โดยใช้ทฤษฎีหลักนี้ได้
 

รูปแบบสมรรถนะทางวัฒนธรรมของ Purnell ได้เสนอแนวคิดทางด้านวัฒนธรรมว่าเป็นกระบวนการเรียนรู้ (อยู่ในฟันปลาด้านล่างของภาพที่ 5) ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง 4 ระดับที่มีการพัฒนาการไปเรื่อย ๆ บุคคลจะพัฒนาจากระยะของการไม่รู้คิดในเรื่องสมรรถนะ (Unconsciously incompetent) คือ ไม่ตระหนักถึงเรื่องที่เกี่ยวกับวัฒนธรรมของผู้อื่นไปสู่ระยะของการรู้คิดว่าตนเองไม่มีสมรรถนะ (Consciously incompetent)  คือ รู้ว่าตนเอง ขาดความรู้เกี่ยวกับวัฒนธรรมของผู้อื่น, ระยะของการรู้ถึงการมีสมรรถนะ (Consciously competent)  คือ เกิดการเรียนรู้วัฒนธรรมของผู้ใช้บริการและสามารถให้การบริการที่เหมาะสมได้ จนถึง ระยะของการมีสมรรถนะโดยไม่รู้ตัว  (Unconsciously incompetent) คือ สามารถให้บริการที่เหมาะสมกับวัฒนธรรมของผู้ใช้บริการอย่างอัตโนมัติ
โมเดลของทฤษฎีมีลักษณะเป็นวงกลมซ้อนกัน วงกลมด้านนอกแทนบริบทสังคมโลก, ส่วนวงกลมที่ 2 แทนบริบทของสังคม ส่วนวงกลมที่ 3 ด้านในจะหมายถึงตัวบุคคล ซึ่งมีองค์ประกอบ 12 โมเดล ดังนี้
 
ภาพรวม/ถิ่นกำเนิด (Overview/heritage)
แนวคิดเกี่ยวกับประเทศต้นกำเนิดและถิ่นที่อยู่ปัจจุบัน ผลกระทบของลักษณะภูมิประเทศของประเทศแหล่งกำเนิดเดิมและถิ่นที่อยู่ในปัจจุบันที่มีต่อสุขภาพ, เศรษฐกิจ, การเมือง, เหตุผลของการโยกย้าย, สถานศึกษา และการประกอบอาชีพ
การสื่อสาร (Communication)
การใช้ภาษาที่คนจำนวนมากใช้และภาษาท้องถิ่น, การใช้บริบทของคำ, ความคล้ายคลึงของภาษา เช่น ระดับความดังของเสียง, การออกเสียงสูงต่ำและความเต็มใจที่จะแลกเปลี่ยนความคิด และความรู้สึก, การสื่อสารอวัจนภาษา (สื่อสารทางท่าทาง) เช่น การสบตา, การแสดงออกทางสีหน้า, ภาษากาย, การปฏิบัติและการยอมรับพบปะ
บทบาทและสถาบันครอบครัว (Family roles and organization)
บทบาทของหัวหน้าครอบครัว, สมาชิกในครอบครัวและบทบาททางเพศ, บทบาทครอบครัวและการให้ความสำคัญ และการพัฒนาของเด็กและวัยรุ่น/การเลี้ยงดู
ประเด็นเรื่องชนชั้น (Workforce issues)
การปกครองตนเอง, วัฒนธรรมและบทบาททางเพศ, รูปแบบการสื่อสารของกลุ่มเชื้อชาติเดิม และการดูแลสุขภาพจากประเทศเดิม
นิเวศวิทยาทางชีววัฒนธรรม (Biocultural ecology)
รูปแบบทางกายภาพและทางสรีรวิทยาในกลุ่มชาติเดิมและเชื้อชาติ เช่น สีผิว, ความแตกต่างทางกายภาพ, พันธุกรรม, โรคประจาถิ่น และความแตกต่างของร่างกายในการเผาผลาญยา
 
พฤติกรรมเสี่ยง (High-risk behaviors)
การใช้บุหรี่, เครื่องดื่มแอลกอฮอล์และยาเสพติด, การขาดการออกกาลังกาย, การไม่มีอุปกรณ์ป้องกัน เช่น เข็มขัดนิรภัย หมวกนิรภัย และการปฏิบัติทางเพศที่มีความเสี่ยง
โภชนาการ (Nutrition)
การมีอาหารเพียงพอ, ความสำคัญของอาหาร, การเลือกอาหารที่สอดคล้องกับพิธีกรรมทางศาสนา และอาหารที่ต้องห้าม หรืออาหารเสริมที่ใช้สาหรับการส่งเสริมสุขภาพ ป้องกันการเจ็บป่วย
การตั้งครรภ์และการคลอดบุตร (Pregnancy and childbearing practices)
วิธีการคลอด, ยาที่ได้รับ, ข้อจากัดและข้อห้ามที่มีผลต่อการตั้งครรภ์, ระยะคลอดและหลังคลอด
พิธีกรรมเกี่ยวกับความตาย (Death rituals)
วิธีการที่บุคคลและมุมมองของสังคมเกี่ยวกับการตาย, การเตรียมความพร้อมสาหรับการเสียชีวิต การฝังศพ และพฤติกรรมการปลิดชีพก็รวมอยู่ในโดเมนนี้ด้วย
จิตวิญญาณ (Spirituality)
ความเชื่อทางศาสนา, พฤติกรรมที่มีความหมายต่อชีวิตและส่งเสริมความเข้มแข็งทางจิตใจ เช่น การปฏิบัติพิธีกรรมทางศาสนา การสวดมนต์
การปฏิบัติด้านการดูแลสุขภาพ (Health care practice)
การมุ่งเน้นการดูแลสุขภาพ ทั้งในระยะรุนแรงหรือการป้องกัน, การปฏิบัติที่สืบทอดกันมา, เวทมนต์และความเชื่อเกี่ยวกับชีวการแพทย์, การรับประทานยา รวมถึงการดูแลสุขภาพเมื่อเจ็บป่วยทางจิต, การฟื้นฟู, การบริจาคและการปลูกถ่ายอวัยวะ
บุคลากรด้านสุขภาพ (Health care practitioner)
แนวคิดเกี่ยวกับสถานการณ์ใช้การรับรู้ของเรื่องประเพณี ศาสนา สิ่งเหนือธรรมชาติ และการรักษาทางการแพทย์ปกติ นอกจากนี้บทบาททางเพศของผู้ให้บริการก็มีความสำคัญ
 
มาตรฐานสมรรถนะทางวัฒนธรรมระดับชาติ (National Cultural Competency Standards) (10)
ในที่นี้ จะยกตัวอย่าง มาตรฐานสมรรถนะทางวัฒนธรรมระดับชาติ ของประเทศออสเตรเลีย ซึ่งเป็นประเทศที่มีความหลากหลายของภาษาและชาติพันธุ์
มาตรฐานสมรรถนะทางวัฒนธรรมระดับชาติ (National Cultural Competency Standards)10 คือ มาตรฐานการให้บริการทางสุขภาพที่เน้นเรื่อง ความพึงพอใจ, ผลการบริการ, ระดับสุขภาพจิตของชุมชนและศักยภาพการให้บริการทางสุขภาพจิต ต่อผู้รับบริการที่หลากหลายทางวัฒนธรรม
มาตรฐานสมรรถนะทางวัฒนธรรมระดับชาตินี้ นำมาประยุกต์ใช้กับบริการทางสุขภาพจิตทั้งหมดในประเทศออสเตรเลีย โดยคำนึงถึงขนาด สถานที่ตั้ง รูปแบบ และระยะทางจากศูนย์จิตเวชกับบริการทางจิตเวชชุมชน มาตรฐานสมรรถนะทางวัฒนธรรมระดับชาติยังคำนึงถึงการประยุกต์ใช้กับการบริการสุขภาพจิตสาธารณะและเอกชน ซึ่งอาจจะเป็นพื้นฐานที่ส่งต่อไปยังโปรแกรมสุขภาพจิตหลัก
มีคำแนะนำว่าควรเพิ่มและบูรณาการมาตรฐานสมรรถนะทางวัฒนธรรมระดับชาติในการทำงานสุขภาพจิต ซึ่งจะมีส่วนช่วยในเรื่องต่อไปนี้
                - ลดการแบ่งแยกและการเหยียดเชื้อชาติ
                - ให้คุณค่าและเคารพความหลายหลายทางวัฒนธรรม
                - ช่วยบริการดำเนินต่อไปได้ตามแนวทางของสมรรถนะทางวัฒนธรรม
                มาตรฐานสมรรถนะทางวัฒนธรรมระดับชาติ มีเป้าหมายเพื่อช่วยให้บริการสุขภาพจิตในประเทศออสเตรเลียเข้าใจและประยุกต์ใช้แนวคิดเรื่องสมรรถนะทางวัฒนธรรมได้ดีขึ้น
                มาตรฐานสมรรถนะทางวัฒนธรรมระดับชาติ 8 ข้อต่อไปนี้ พัฒนาขึ้นโดยเฉพาะสำหรับบริการสุขภาพจิตของประเทศออสเตรเลีย อันได้แก่
1. มีแผนยุทธศาสตร์ ที่คำนึงถึงประเด็นสุขภาพจิตข้ามวัฒนธรรม มีทั้งการวางแผน การจัดเตรียม และการประเมินผล
2. มีการร่วมมือกับกรมสุขภาพจิตและชุมชนในความดูแล ทำงานร่วมกับผู้คนที่หลากหลายทางวัฒนธรรม
3. การบริการมีการรวมเอาการประเมิน วิจัยและพัฒนาวัฒนธรรมการบริการที่เหมาะสม สัมพันธ์กับสุขภาพจิตข้ามวัฒนธรรม
4. การบริการทำให้ประชาชนและครอบครัว มั่นใจในการเข้าถึงบริการอย่างเท่าเทียมกัน แม้ว่ามาจากวัฒนธรรมและภาษาที่แตกต่างกันก็ตาม
5. การบริการควรมีนโยบายการบริการทางภาษา
6. การบริการควรส่งเสริมให้มี
- การฝึกเรื่องสมรรถนะทางวัฒนธรรมกับเจ้าหน้าที่ของตนเอง โดยเป็นอิสระและประเมินได้จากภายนอก
- การใช้เครื่องมือในการประเมินและวางแผนทางวัฒนธรรมอย่างเหมาะสม
7. การบริการทำให้ผู้รับบริการที่หลากหลายทางวัฒนธรรมและผู้เกี่ยวข้อง มั่นใจในการวางแผนบริการ การจัดเตรียม และการประเมินผล
8. การบริการมีการช่วยเหลือจากศูนย์สุขภาพจิตไปยังบริการทางสุขภาพจิตข้ามวัฒนธรรมที่เพิ่งเริ่มต้น
 
บทสรุป
สรุปได้ว่า สมรรถนะทางวัฒนธรรมในระบบสุขภาพ คือ ความสามารถในการสร้างระบบริการที่มีคุณภาพ ให้แก่ผู้รับบริการที่มีความหลากหลายของระบบคุณค่า ความเชื่อ และพฤติกรรม รวมทั้งการออกแบบการบริการ ที่สามารถไปถึงความต้องการทางสังคม วัฒนธรรม และภาษาของผู้รับบริการสมรรถนะทางวัฒนธรรมในระบบสุขภาพ เป็นทั้งเครื่องมือที่จะเพิ่มการเข้าถึงบริการที่เท่าเทียมกันของผู้รับบริการที่เป็นประชาชนทั่วไป ซึ่งควรมีองค์ประกอบหลัก ๆ 5 ประการ (16)ได้แก่
1. การให้คุณค่าต่อความหลากหลาย (valuing diversity)
2. ความสามารถในการประเมินตนเองทางวัฒนธรรม (have the capacity for cultural self-assessment)
3. การตระหนักว่าทุกสิ่งสามารถเปลี่ยนแปลงได้เมื่อต้องเผชิญหน้ากับวัฒนธรรม (conscious of the dynamics inherent when cultures interact)
4. การสร้างองค์ความรู้ทางวัฒนธรรม (institutionalize culture knowledge)
5. การพัฒนาหรือปรับระบบบริการที่สะท้อนถึงความเข้าใจเกี่ยวกับความแตกต่างทางวัฒนธรรม ทั้งระหว่างกลุ่มและภายในกลุ่ม (develop adaptations to service delivery reflecting an understanding of diversity between and within cultures)
แม้ว่าปัจจุบันจะเป็นที่ยอมรับกันอย่างกว้างขวางแล้วว่า สมรรถนะวัฒนธรรมในระบบสุขภาพเป็นสิ่งสำคัญ เป็นกระบวนการที่ควรต้องผสมผสานอยู่ในทุกกระบวนการ และทุกระดับขององค์กร เพื่อการสร้างระบบบริการสุขภาพที่มีคุณภาพ ทั่วถึง และเท่าเทียม (3, 5-9)แต่ก็มีหลุมพรางของสมรรถนะทางวัฒนธรรมในระบบสุขภาพ ที่บุคลากรสุขภาพ ต้องใส่ใจว่า (17)ปัญหาที่สำคัญของสมรรถนะทางวัฒนธรรมในระบบสุขภาพ ก็คือ การมองภาพวัฒนธรรมและกลุ่มชาติพันธ์เป็นภาพตายตัว หยุดนิ่ง ที่ทำให้แนวโน้มของการสร้างสมรรถนะวัฒนธรรมในระบบสุขภาพ กลายเป็นการสร้างคู่มือ “สิ่งที่ควรทำ และไม่ควรทำ” (do's and don'ts) สำหรับบุคลากรสุขภาพ สำหรับให้บริการกลุ่มชาติพันธ์แต่ละกลุ่มไป ทำให้มองข้ามความจริงข้อที่ว่าวัฒนธรรมเป็นสิ่งที่มีพลวัตร สามารถเปลี่ยนแปลงได้ไป ซึ่งการมองภาพผู้คนในแต่ละวัฒนธรรมเป็นภาพตายตัวแบบเหมารวม (stereotype) เช่นนี้ ถือเป็นความอันตรายทางวัฒนธรรมที่สำคัญมาก ประเด็นต่อมาที่เป็นข้อพึงระวังของบุคลากรสุขภาพ เกี่ยวกับสมรรถนะทางวัฒนธรรมคือ ปัจจัยทางวัฒนธรรม อาจไม่ใช่เป็นปัจจัยหลักของปัญหาเสมอไป
การสร้างสมรรถนะทางวัฒนธรรมในระบบสุขภาพ บุคคลากรสุขภาพจำเป็นที่จะต้อง ทำความเข้าใจทั้งในเรื่องของโครงสร้างวัฒนธรรมในภาพใหญ่ และโลกของชีวิตประจำวันที่ผู้คนมีชีวิตอยู่ สร้างความหมาย และเคลื่อนไปกับวัฒนธรรม ในโลกชีวิตจริง จึงจะสามารถสร้างระบบบริการสุขภาพที่มีสมรรถนะทางวัฒนธรรม ที่จะประโยชน์ต่อผู้คนในสังคมได้อย่างแท้จริง
 
Reference
1. Kleinman A.  EL, Good B. Culture, illness, and care: clinical lessons from anthropologic and cross-cultural research. Ann Intern Med 1978;88:251-8.
2. Conrad PaKB. “The Social Construction of Illness: Key Insights and Policy Implications.” Journal of Health and Social Behavior. 2010;51:67–79.
3. Leininger MM o. Qualitative research methods in nursing. Orlando (FL): Grune & Stratton; 1984.
4. McClelland DC. Testing for Competence rather than Intelligence.In American Psychologist: www.ei. Haygroup.com; 1973 [December 11, 2005].
5. Isaacs MR, & Benjamin, M. P. . Toward a culturally competent system of care: Vol. IL Programs which utilize culturally competent principles. Washington, DC: Georgetown university, Child Development Center, Child and Adolescent Service System Program, Technical Assistance Center; 1991.
6. Mason JL. Cultural competence self-assessment questionnaire. Portland, OR: Portland State University, Multicultural Initiative Project; 1993.
7. Campinha-Bacote J. The process ofcultural competence in the delivery of healthcare services: A model of care. Journal of Transcultural Nursing. 2002;13(3):181-4.
8. Betancourt R.Joseph ARGaJEC. Cultural competence in health care : Emerging frameworks and practical approaches: www.cmwf.org; 2002.
9. Williams CC. The epistemology of cultural competence. In Families in Society. The Journal of Contemporary Social Services. 2006;87:209–20.
10. Multicultural mental health Australia. National Cultural Competency Tool (NCCT) For Mental Health Services2010.
11. Goggin J. Carter G. Woodson: A life in black history. Baton Rouge, LA: Louisiana State University Press; 1993.
12. Ngo HV. Cultural competence: A guide for organizational change. Calgary, AB: Citizenship and Immigration Canada; 2008.
13. Campinha-Bacote J. The process of cultural competence in the delivery of healthcare services: A model of care. Journal of Transcultural Nursing. 2002;13(3):181-4.
14. Cross. T. L. B, B.J., Dennis, K. W., & Isaacs, M. R. . Toward a culturally competent system of care: Vol.1 A monograph on effective services for minority children who are severely emotionally disturbed. Washington, DC: Georgetown University, Child Development Center, Child and Adolescent Service system Program, Technical Assistance Center; 1989.
15.          PURNELL L. The Purnell Model for Cultural Competence. Journal of Transcultural Nursing. 2002;13(3):193-6.
16.          Betancourt R.Joseph ARGaJEC. Cultural competence in health care: Emerging frameworks and practical approaches. : www.cmwf.org.; 2002.
17.          Kleinman A.  BP. Anthropology in the Clinic: The Problem of CulturalCompetency and How to Fix It. PLoS Med 2006;3(10):294.
 
 

เอกสารดาวน์โหลด
วันที่ประกาศ : 2015-09-10 17:08:41 | ดาวน์โหลด : 8046 | ดู : 3761
 
 

โรงพยาบาลจิตเวชเลยราชนครินทร์ @2014
กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข