Google GOOGLE เว็บไซต์นี้ เว็บไซต์ EC ทั้งหมด
องค์ความรู้
วัฒนธรรมสุขภาพของคนไทย
วัฒนธรรมสุขภาพของคนไทย
ระบบการแพทย์แบบพหุลักษณ์ (Medical pluralism)
                ในทางมานุษยวิทยาทางการแพทย์ (Medical anthropology) ซึ่งเป็นสาขาวิชาที่ศึกษาเกี่ยวกับวัฒนธรรมทางการแพทย์และการปรับตัวต่อความเจ็บป่วยในวัฒนธรรมต่าง ๆ นั้น ถือว่าสังคมใด ๆ ย่อมประกอบขึ้นด้วยระบบการแพทย์มากกว่า 1 ระบบ ที่เรียกกันว่า ความหลากหลายของวิธีดูแลสุขภาพหรือระบบการแพทย์แบบพหุลักษณ์ (Medical pluralism) กล่าวคือ มีระบบการแพทย์ที่ดำรงอยู่และมีบทบาทในการดูแลรักษาความเจ็บป่วยอยู่มากกว่า 1 ระบบ โดยต่างก็มีระบบ วิธีคิด ทฤษฎี และวัฒนธรรมทางการแพทย์ที่แตกต่างกัน ปรากฏการณ์ดังกล่าวเป็นความจริงที่ปรากฏอยู่ในทุกสังคมทั่วโลก ซึ่งมูลเหตุของปรากฏการณ์ดังกล่าวนี้ เกิดจากข้อเท็จจริงที่ว่า ไม่มีระบบการแพทย์ใดระบบเดียวที่จะมีความสมบูรณ์แบบในตัวเอง ในอันที่จะตอบสนองต่อปัญหาความเจ็บป่วยและสามารถสร้างความพึงพอใจให้แก่ผู้ป่วยและผู้เกี่ยวข้องในทุกมิติ คือทั้งสามารถเยียวยารักษาโรคต่าง ๆ ทุกชนิดได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถให้คำตอบต่อข้อข้องใจสงสัยของมนุษย์ได้ทุกด้าน สามารถสร้างความอบอุ่นใจต่อผู้ป่วยและผู้ที่เกี่ยวข้องได้ มีราคาถูกและประชาชนสามารถเข้าถึงบริการทางการแพทย์นั้น ๆ ได้อย่างทั่วถึงและเท่าเทียม (1)

การดูแลตัวเองของภาคประชาชน
(Popular sector)
การแพทย์พื้นบ้าน
(Folk sector)
การแพทย์ภาควิชาชีพ
(Professional sector)
                ในแนวคิดของ Kleinman กล่าวว่าระบบสุขภาพประกอบด้วย 3 องค์ประกอบ ได้แก่ การดูแลสุขภาพภาคประชาชน (Popular sector), การแพทย์พื้นบ้าน (Folk sector) และวิชาชีพแพทย์ (Professional sector) ในที่นี้จะกล่าวถึงแนวคิดเรื่องสุขภาพของคนไทยและการแพทย์พื้นบ้านของไทยเป็นหลัก (2)
 
แนวคิดไทย เรื่องเจ็บไข้ได้ป่วย (1)
                แนวคิดไทยเรื่องสุขภาพและความเจ็บป่วยเกิดจากโลกทัศน์ที่มีรากฐานจากวัฒนธรรมที่ผสมผสานระหว่างผี พราหมณ์ พุทธ และยังคงเป็นตัวกำหนดสำคัญที่ทำให้ชาวไทยมีพฤติกรรมสุขภาพต่าง ๆ ไปตามความคิดความเชื่อที่ตนมี แม้ว่าการแพทย์แผนใหม่จะได้เข้ามามีบทบาทต่อสุขภาพและความเจ็บป่วยของชาวไทยมากกว่า 100 ปี มาแล้วก็ตาม แต่กว่าที่การแพทย์แผนใหม่จะเป็นที่ยอมรับและถูกกระจายออกไปเป็นที่รู้จักของชาวบ้านไทยในชนบทก็ในช่วง 2-3 ทศวรรษนี้เท่านั้น ซึ่งหากเทียบกับแนวคิดตามวัฒนธรรมความเชื่อดั้งเดิมของไทยได้ทำหน้าที่ในการขัดเกลาและมีบทบาทในการทำความเข้าใจและแก้ไขปัญหาสุขภาพอยู่ในภูมิภาคนี้นับเป็นพันปีแล้ว การแพทย์สมัยใหม่ยังคงเป็นสิ่งที่แปลกแยกและยังไม่สามารถสวมเข้ากับรากฐานความคิดของชุมชนได้อย่างแนบสนิท แม้ประสิทธิภาพของการแพทย์สมัยใหม่จะปรากฏเป็นที่ประจักษ์ชัด และเป็นที่ยอมรับมากขึ้นในปัจจุบัน แต่ก็ยังมิได้มีฐานะเป็นองค์ความรู้ที่เป็นกระแสหลักในการชี้นำ กำหนดพฤติกรรมทางสุขภาพของชาวบ้าน ความรู้สึกนึกคิด ท่าที และพฤติกรรมเกี่ยวกับสุขภาพของชาวบ้านยังคงถูกกำหนดจากแนวคิดและวัฒนธรรมพื้นบ้านเป็นสำคัญ ในที่นี้จะได้กล่าวถึงแนวคิดเรื่องสุขภาพของคนไทยที่สำคัญ ดังนี้
แนวคิดไทย เรื่องธาตุ สุขภาพ และความเจ็บป่วย (1)
                โลกทัศน์ตามแนวคิดเรื่องธาตุนั้นถือว่า สรรพสิ่งในธรรมชาติ ประกอบกันขึ้นด้วยธาตุทั้ง 4 ได้แก่ ธาตุดิน (ปัถวีธาตุ), ธาตุน้ำ (อาโปธาตุ), ธาตุลม (วาโยธาตุ) และธาตุไฟ (เตโชธาตุ) มาประชุม และเฉกเช่นสรรพสิ่งในธรรมชาติ ร่างกายของมนุษย์ก็มีธาตุทั้ง 4 เป็นองค์ประกอบพื้นฐานที่คุมกันเป็นร่างกายมนุษย์ ธาตุเหล่านี้มีคุณสมบัติและมีบทบาทหน้าที่แตกต่างกัน และทำหน้าที่คุมกันไว้ให้ระบบร่างกายมีความเป็นไปตามปกติ แนวคิดเรื่องธาตุจึงถือว่า สุขภาพดีเกิดขึ้นจากการมีธาตุทั้ง 4 ที่สมดุลกัน
                ธาตุทั้ง 4 ในระบบร่างกายของมนุษย์ยังถูกจำแนกแยกแยะออกเป็นส่วนย่อย คือ ธาตุดิน 20 ประการ, ธาตุน้ำ 12 ประการ, ธาตุลม 6 ประการ และธาตุไฟ 4 ประการ ในบรรดาธาตุทั้ง 4 นี้ ธาตุดินกับธาตุน้ำ จัดว่าเป็นธาตุที่เกิดขึ้นก่อนและเป็นธาตุเจ้าเรือน โดยมีธาตุลมและธาตุไฟมาอาศัย คนไทยจึงถือว่าธาตุดินและธาตุน้ำต้องมีความครบถ้วนบริบูรณ์อยู่ก่อน สุขภาพอนามัยจึงจะดีดังที่เรียกกันว่า “มีอาการครบสามสิบสอง” อาการสามสิบสองดังกล่าวนั้นก็คือ ธาตุดิน 20 ประการ รวมกับธาตุน้ำ 12 ประการ รวมกันเข้าเป็น 32 ประการนั่นเอง
                ความเจ็บป่วยในแนวคิดเรื่องธาตุนี้ ถือว่าเกิดจากการแปรปรวนของธาตุทั้ง 4 อันเป็นองค์ประกอบพื้นฐานของร่างกายมนุษย์ แนวทางการบำบัดรักษาจึงมีเป้าหมายอยู่ที่การปรับให้เกิดดุลยภาพอีกครั้งหนึ่ง โดยใช้ สมุนไพร หรือเภสัชสาร ซึ่งมีคุณสมบัติเฉพาะเพื่อกระทำต่อความแปรปรวนของธาตุใดธาตุหนึ่ง เพื่อปรับให้เกิดภาวะสมดุลขึ้น
แนวคิดไทย เรื่องไสยศาสตร์กับความเจ็บป่วย (1)
                แนวคิดเรื่องผีหรืออำนาจเหนือธรรมชาติในวัฒนธรรมไทย อาจจำแนกออกได้เป็น 3 ลักษณะใหญ่ คือ
                1. แนวคิดที่ถือว่า ผีเป็นอำนาจศักดิ์สิทธิ์ที่ทำหน้าที่พิทักษ์รักษาหรือปกป้องคุ้มครองสิ่งต่าง ๆ อยู่ในธรรมชาติ ผีเหล่านี้จัดว่าเป็นผีดี ซึ่งมักมีที่อยู่อาศัยประจำอันเป็นถิ่นที่ท่านทำหน้าที่ปกปักรักษาอยู่ และมักมีที่อยู่อาศัยประจำอันเป็นถิ่นที่ท่านทำหน้าที่ปกปักรักษาอยู่และมักมีชื่อเรียกตามลักษณะท้องถิ่นที่ท่านสิงสถิตอยู่ เช่น เจ้าที่, เจ้าป่า, รุกขเทวดา, แม่โพสพ, แม่ย่านาง, ผีฟ้า, ผีป่า, ผีดง, ผีตาแฮก ผีเหล่านี้มีลักษณะกึ่งเทพ ทำหน้าที่คุ้มครองดูแลเฉพาะในท้องถิ่นที่ท่านอาศัยอยู่ ในบรรดาผีทั้งหลายเหล่านี้ มีผีฟ้าหรือพญาแถน ซึ่งถือกันว่าใหญ่กว่าผีอื่นใดทั้งหมด
                2. แนวคิดที่ถือว่า ผีเป็นวิญญาณของผู้ล่วงลับไปแล้ว แต่ยังคงมีอำนาจในการควบคุมดูแลสิ่งต่าง ๆ และให้คุณให้โทษแก่มนุษย์ได้ ผีเหล่านี้ ได้แก่ ผีบรรพบุรุษต่าง ๆ มีชื่อเรียกแตกต่างกันไปตามท้องถิ่น เช่น ผีปู่ตาในภาคอีสาน, ผีปู่ย่าในภาคเหนือ, ผีปู่ย่าตายายในภาคกลาง หรือผีตายายในภาคใต้ ผีเหล่านี้มีหน้าที่ดูแลทุกข์สุขของชุมชน โดยชาวบ้านจะมีศาลปู่ตา หรือหอผีสำหรับทำพิธีเซ่นไหว้บูชา โดยมักทำพิธีไหว้ประจำปี ซึ่งถือเป็นกิจกรรมที่สำคัญของชุมชน นอกจากนี้ ยังมีผีเชื้อ ซึ่งเป็นผีบรรพบุรุษประจำตระกูลที่ทำหน้าที่ควบคุมดูแลลูกหลานในตระกูลตน นอกเหนือจากผีที่เป็นบรรพบุรุษเหล่านี้ ยังมีผีวีรบุรุษที่เป็นที่เคารพกราบไหว้ของคน เช่น เจ้าพ่อพญาแล ปู่ด้วงย่าดี รวมทั้งวิญญาณแห่งบูรพกษัตริย์องค์ต่าง ๆ ของไทย และพระราชาหรือกษัตริย์ที่มีอยู่ในตำนานพื้นเมืองต่าง ๆ เป็นต้น ผีเหล่านี้มักทำหน้าที่ควบคุมกำกับให้สมาชิกในสังคมหรือครอบครัวปฏิบัติตนให้เหมาะสมถูกต้องต่อจารีตธรรมเนียมและข้อห้ามต่าง ๆ
                3. แนวคิดที่ถือว่า ผีเป็นวิญญาณร้ายที่คอยให้โทษภัยแก่มนุษย์ ส่วนใหญ่มักได้แก่ผีที่ไม่มีหลักแหล่งที่แน่นอน บางชนิดเป็นผีร้ายที่มีอยู่ในธรรมชาติ เช่น ผีโป่ง, ผีกองกอย บางชนิดเกิดจากผู้ที่เรียนวิชาด้านคุณไสยแล้วไม่สามารถรักษาวิชานั้น ๆ ไว้ได้ หรือกระทำผิดต่อข้อห้ามที่กำหนดไว้ในวิชาที่ร่ำเรียนมา ทำให้ต้องกลายเป็นผีร้าย เช่น ผีปอบ, ผีห่าก้อม บางชนิดเป็นวิญญาณร้ายที่ตายผิดธรรมชาติ เช่น ผีตายทั้งกลม, ผีตายโหง เป็นต้น ผีเหล่านี้เป็นผีที่ให้โทษแก่มนุษย์ โดยอาจทำให้เกิดความเจ็บป่วยได้หลายวิธี เช่น หลอกหลอนให้ตกใจกลัวจนจับไข้ ดังที่เรียกกันว่า “จับไข้หัวโกร๋น” หรือเข้าสิงในตัวคนแล้วทำให้เกิดอาการเจ็บป่วยหรือเป็นบ้า ผีบางชนิด เช่น ผีกองกอยดูดกินเลือดคนเป็นอาหารทำให้เหยื่อผู้เคราะห์ร้ายค่อย ๆ ซีดและตายไป พฤติกรรมของผีร้ายเหล่านี้จะเป็นไปอย่างไม่มีเหตุผล แตกต่างไปจากผี 2 ประเภทแรก ที่มักลงโทษผู้คนอย่างมีกฎเกณฑ์
                สรุปแล้ว แนวคิดต่อผีของสังคมไทยจำแนกออกได้เป็น 2 ประเภท คือ ผีดีหรือผีฟ้าเทพารักษ์ต่าง ๆ กับผีร้าย ทำให้การบำบัดรักษาความเจ็บป่วยมีเนื้อหาและรูปแบบต่างกันออกไป 2 ประการ กล่าวคือ สำหรับแนวคิดที่ถือว่าผีเป็นอำนาจศักดิ์สิทธิ์ที่ปกป้องคุ้มครองสรรพสิ่ง การบำบัดรักษาโรคภัยไข้เจ็บอันเกิดจากการกระทำของผี จะมุ่งเซ่นไหว้ประจบประแจงเพื่อเอาใจผี วิงวอนให้ผีเมตตาและยกโทษให้ ซึ่งแนวคิดดังกล่าว เช่น การบำบัดรักษาโดยหมอลำผีฟ้า ส่วนแนวคิดที่ถือว่าความเจ็บป่วยเกิดจากผีร้ายทำ ก็จะมุ่งกำราบผีโดยใช้อำนาจของหมอผีหรือหมอธรรม
แนวคิดเรื่องโหราศาสตร์ เคราะห์กรรม กับความเจ็บป่วย (2)
                เมื่อมีความเจ็บป่วยซึ่งชาวบ้านเชื่อว่าอาจเกิดจากมีเคราะห์เกิดขึ้น ญาติพี่น้องหรือผู้ป่วยก็จะไปหาหมอตำราเพื่อดูตำรา หมอตำรานี้ มีชื่อเรียกแตกต่างกันไปตามท้องถิ่น เช่น บางแห่งเรียกหมอมอ บ้างเรียกหมอทายเลข หรือหมอดู หมอตำรา เหล่านี้ก็จะคำนวณโชคชะตาราศีของผู้ป่วยโดยอาศัยอายุและวันเดือนปีเกิดเป็นสำคัญ โดยส่วนมากมักจะใช้ตำราพรหมชาติเป็นหลักในการตรวจสอบเคราะห์กรรม ซึ่งมักมีการผูกดวงและการคำนวณ โดยใช้เลข 7 ตัว โดยหมอดูจะเขียนเลข 7 ตัว เป็น 3 แถว แถวแรกเป็นวันเกิด แถวที่สองเป็นเดือนเกิด และแถวที่สามเป็นปีเกิด แต่ละตัวเลขและแต่ละแถวจะมีความหมายต่าง ๆ กัน โดยหมอดูจะต้องรู้ความหมายอย่างละเอียดและสามารถอ่านความสัมพันธ์ระหว่างเลขทั้ง 3 แถว เพื่อพยากรณ์เหตุการณ์หรือเคราะห์กรรมที่มีได้
                เมื่อหมอตำราทักว่ามีเคราะห์ ก็จะแนะนำให้ไปทำพิธีสะเดาะเคราะห์หรือเสียเคราะห์ ซึ่งในภาคอีสานนั้น เรียกกันว่า “แต่งบูชาพระเคราะห์” หรือ “แต่งแก้แต่งบูชา” เพื่อเป็นการขจัดปัดเป่าเคราะห์กรรมที่จะมี โดยหมอตำรามักจะเขียนลงในกระดาษว่ามีเคราะห์อะไรอยู่ แล้วให้ผู้ป่วยหรือญาตินำไปมอบแก่หมอเสียเคราะห์หรือหมอสะเดาะเคราะห์ เพื่อทำพิธีสะเดาะเคราะห์อันจะเป็นการป้องกันเหตุร้ายหรือความเจ็บป่วยที่ยังไม่เกิด หรือช่วยให้ความเจ็บป่วยที่เกิดจากเคราะห์กรรมนั้นทุเลาเบาบางและหายไปในที่สุด
                การสะเดาะเคราะห์จะมี 2 อย่าง คือ การสะเดาะเคราะห์ใหญ่กับการสะเดาะเคราะห์น้อย เคราะห์ใหญ่ หมายถึง เคราะห์ที่รุนแรง เช่น กรณีธาตุขาดหรือชะตาขาด ซึ่งพิธีกรรมก็จะใหญ่โตกว่า รวมทั้งอาจต้องมีการทำพิธีต่อชะตาโดยทำการค้ำโพธิ์ค้ำไทรเพื่อต่ออายุ โดยจะจัดหาไม้คูณหรือไม้ยอไปค้ำกิ่งของต้นโพธิ์หรือต้นไทรไว้ และอธิษฐานให้โรคภัยไข้เจ็บหายไปและมีอายุยืนยาว
แนวคิดเรื่องขวัญกับความเจ็บป่วย (2)
                ความเชื่อเรื่องขวัญเป็นอีกความเชื่อหนึ่งที่สำคัญ สืบเนื่องอยู่กับชีวิตของคนในภูมิภาคนี้มาตั้งแต่ก่อนที่จะรับพุทธศาสนาเข้ามา คนเผ่าไทยทุกเผ่าเชื่อเรื่องขวัญ แม้ขวัญเป็นสิ่งที่มองไม่เห็นสัมผัสไม่ได้ แต่ก็เชื่อว่าเป็นสิ่งสำคัญสำหรับทุกคนและเป็นศูนย์รวมชีวิต ความเชื่อเรื่องขวัญแตกต่างกันไปบ้างในแต่ละท้องถิ่น แต่โดยรวม ๆ แล้วเชื่อกันว่าขวัญมีอยู่กับทุกคน สามารถเจริญเติบโตและพัฒนาขึ้นได้ตามตัวคนที่เป็นเจ้าของขวัญ เมื่อยังเป็นทารกขวัญมักตื่นเต้นตกใจง่าย อาจละทิ้งเจ้าของหลบหนีกระเจิดกระเจิงไป จนหายตกใจจึงกลับเข้ามาสู่ร่างอย่างเดิม เมื่อเป็นผู้ใหญ่ ขวัญจะหนักแน่นมีสติยิ่งขึ้นตามตัวเจ้าของ และยังเชื่อกันอีกว่า ถ้าขวัญอยู่กับตัวผู้ใด ผู้นั้นก็จะมีความสุขกายสบายใจ ไม่เจ็บไม่ไข้ ถ้าขวัญหนีหายไป อาจเกิดอันตรายขึ้นกับคนผู้นั้นได้
                จากความสำคัญดังกล่าวทำให้เกิดพิธีกรรมต่าง ๆ ที่ช่วยให้ขวัญอยู่กับตัวตลอดไป เพื่อให้คนผู้นั้นมีความสุขปราศจากโรคภัยไข้เจ็บและอันตรายต่าง ๆ ทุกระยะของชีวิตตั้งแต่แรกเกิดจนเข้าสู่วัยชรา พิธีกรรมต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับชีวิตมักจะเกี่ยวข้องอยู่กับขวัญด้วย ไม่ว่าการทำขวัญ สู่ขวัญ หรือรับขวัญ เช่น การทำขวัญแรกเกิด, ทำขวัญเดือน, โกนจุก, บวชนาค, การได้รับตำแหน่งใหม่, การกลับมาบ้านเกิดเมืองนอนหลังจากไปอยู่ต่างถิ่นนาน ๆ หรือก่อนที่จะเดินทางไปอยู่ต่างถิ่นเป็นเวลานาน โดยเฉพาะผู้ที่เพิ่งหายป่วย หรือรอดพ้นอันตรายกลับมาก็มักจะทำขวัญให้เป็นพิเศษ
                Tambiah ได้ศึกษาพิธีทำขวัญในหมู่บ้านแห่งหนึ่งในภาคอีสานและพบว่าชาวบ้านจะทำขวัญในโอกาสต่าง ๆ กัน 6 อย่าง ประกอบด้วย
                1. การทำขวัญในระยะการเปลี่ยนผ่าน (Rite of passage) เช่น เมื่อแต่งงาน ที่ต้องเปลี่ยนสถานภาพจากคนโสด จากลูกของพ่อแม่ไปสู่การมีครอบครัวใหม่ของตนเอง, ในโอกาสบวชนาคที่จะเปลี่ยนจากคนธรรมดาไปเป็นภิกษุ หรือการโกนจุกซึ่งเปลี่ยนสถานภาพจากเด็กไปสู่วัยหนุ่ม เป็นต้น
                2. การทำขวัญในช่วงตั้งท้อง หรือ “สู่ขวัญแม่มาน” ซึ่งจะทำในช่วงระหว่างตั้งท้องเดือนที่ 3 ถึง 6 เพื่อเป็นสิริมงคลแก่แม่และเด็ก ไม่ว่าจะเป็นท้องที่เท่าใดก็ตาม แต่สำหรับท้องแรกจะมีการสู่ขวัญพิเศษให้ด้วย
                3. การสู่ขวัญเพื่อการเริ่มต้นกิจกรรมใด ๆ เช่น สู่ขวัญพระ ซึ่งคนเฒ่าคนแก่ในหมู่บ้านจะทำให้กับพระก่อนเข้าพรรษา หรือสู่ขวัญธรรมดาทั่วไป เช่น ก่อนลูกชายจะไปเป็นทหาร หรือเมื่อต้องมีการเดินทางไปต่างถิ่นนาน เป็นต้น
                4. การสู่ขวัญในโอกาสที่กลับมาอยู่ร่วมกันอีกครั้ง อาจจะกลับจากการเป็นทหาร หรือกลับจากการรักษาการป่วยที่โรงพยาบาล เพื่อเป็นการต้อนรับขวัญให้กลับมาสู่บ้านอีกครั้งหนึ่ง เป็นต้น
                5. สู่ขวัญสำหรับผู้ที่ป่วยเรื้อรัง ที่รักษาด้วยวิธีต่าง ๆ หลายอย่างแล้วก็ยังไม่หาย เพื่อช่วยให้กำลังใจ และให้ผู้ป่วยมีอายุยืนยาวแต่ไม่ใช่เพื่อการรักษาโดยตรง
                6. สู่ขวัญสำหรับปัดเป่าเหตุร้าย สะเดาะเคราะห์ หรือเมื่อมีเหตุการณ์ไม่ดีเกิดขึ้น เช่น เกิดอุบัติเหตุ หรือตัวเงินตัวทองเข้าบ้าน เป็นต้น
แนวคิดตามหลักพุทธศาสนากับความเจ็บป่วย (2)
                ทัศนะของพุทธศาสนาต่อชีวิตและการเจ็บป่วย เมื่อนำมาถ่ายทอดสู่ประชาชน ก็ถูกปรับให้สอดคล้องกับวัฒนธรรม ความเชื่อพื้นฐาน และสภาพแวดล้อมที่แต่ละชุมชนมีอยู่ หลักธรรมที่เข้าใจง่ายและมีประโยชน์ช่วยให้สังคมสงบสุข เช่น ความเชื่อเรื่องกรรมเก่า, เรื่องชาติหน้า ชาติที่แล้ว, นรก สวรรค์, บุญกุศล จะได้รับการพูดถึงมากกว่าหลักการที่เข้าใจยาก เช่น หลักปฏิจจสมุปบาท, หลักไตรลักษณ์ หรือหลักอริยสัจ 4 เป็นต้น ทัศนะดังกล่าวมีผลอย่างมากต่อความเข้าใจเกี่ยวกับความเจ็บป่วยและการดูแลผู้ป่วย ทำให้การเจ็บป่วยและความตายของคนไทยในอดีตไม่ใช่เรื่องที่น่ากลัวจนเกินเหตุ แต่เป็นเรื่องธรรมดาที่สามารถเตรียมใจเพื่อยอมรับสภาพเมื่อถึงเวลาของตนได้ แม้หลักการบางอย่างอาจคาดเคลื่อนไปจากพระไตรปิฎกบ้าง ก็เพื่อให้สอดคล้องกับความคิดความเชื่อและสภาพแวดล้อมของสังคมขณะนั้น
                แนวคิดดังกล่าว ส่งผลให้เกิดเป็นพิธีกรรม ความเชื่อด้านการรักษาโรคที่สืบเนื่องกับพุทธศาสนา เช่น การอธิษฐานขอพรจากพระพุทธรูป, การสวดภาณยักษ์, การทำบุญสะเดาะเคราะห์ต่อชะตาชีวิต,การรดน้ำมนต์, การนอนโลง หรือทำเครื่องรางของขลัง รวมทั้งการนำพิธีกรรมหรือสัญลักษณ์ของพุทธศาสนาไปประกอบวิธีการรักษาอื่น ๆ เพื่อการเยียวยาผู้ป่วยที่สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมและความคิดความเชื่อพื้นฐานของคนในชุมชนนั้น เกิดเป็นการรักษาพื้นบ้านที่แตกต่างกันไปตามท้องถิ่น
แนวคิดเรื่องสุขภาพและความเจ็บป่วยในสังคมปัจจุบัน (1)
                ในที่นี้จะได้กล่าวถึงแนวคิดเรื่องสุขภาพและความเจ็บป่วยของสังคมตะวันตก ที่เป็นแนวคิดหลักและมีอิทธิพลต่อระบบวิธีคิดของชาวไทย ได้แก่
                1. แนวคิดเรื่องทฤษฎีเชื้อโรค (Germ theory)
                ในสังคมไทยยุคก่อนหน้าการเข้ามาของแนวคิดเรื่อง ทฤษฎีเชื้อโรคนั้น ปัญหาโรคติดต่อต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นวัณโรค โรคเรื้อน มาลาเรีย อหิวาต์ คุดทะราด ไข้รากสาด หรือไข้ทรพิษ นับเป็นโรคที่พบได้โดยทั่วไป ยาปฏิชีวนะและวัคซีนป้องกันโรคต่าง ๆ เหล่านี้ ได้รับการเผยแพร่ไปสู่ท้องถิ่นต่าง ๆ โดยโครงการควบคุมโรคภายใต้การสนับสนุนจากต่างประเทศ คำอธิบายจากแพทย์ที่ระบุถึงสาเหตุของโรคที่มีที่มาจากเชื้อโรคก็ดี การตรวจหาเชื้อโรคชนิดต่าง ๆ โดยใช้กล้องจุลทรรศน์ ตลอดจนการประจักษ์ถึงประสิทธิภาพของยาต้านเชื้อที่สามารถเยียวยารักษาโรคติดต่อต่าง ๆ อย่างได้ผล ได้ทำให้แนวคิดเรื่องทฤษฎีเชื้อโรคเป็นที่รับรู้และยอมรับในหมู่ประชาชนทั่วไป
                จนในปัจจุบันเราอาจกล่าวได้ว่า สังคมไทยได้รับเอาแนวคิดเรื่องทฤษฎีเชื้อโรค และใช้ในการอธิบายปรากฏการณ์ความเจ็บป่วยอย่างกว้างขวาง จนในหลายกรณีเป็นการใช้อธิบายเกินเลยจากข้อเท็จจริงทางวิชาการ ทำให้มาตรการในการแก้ปัญหามุ่งไปที่การใช้ยาปฏิชีวนะทำลายเชื้อโรคที่ก่อให้เกิดความเจ็บป่วยขึ้น มากกว่าการเน้นการปรับปรุงพฤติกรรมที่ทำให้มนุษย์ไปรับเชื้อต่าง ๆ เหล่านั้น หรือการปรับปรุงสิ่งแวดล้อมให้สะอาดและปราศจากเชื้อมากขึ้น การรับเอาแนวคิดเรื่องทฤษฎีเชื้อโรคจึงทำให้การแก้ปัญหาเป็นไปในลักษณะที่มุ่งการบำบัดรักษาโรคมากกว่าการป้องกันโรคและการส่งเสริมสุขภาพ
                2. แนวคิดชีวเวชศาสตร์ (Biomedicine)
                ทฤษฎีการแพทย์ตะวันตก ภายใต้กรอบแนวคิดชีวเวชศาสตร์นั้น ถือว่าร่างกายของมนุษย์ประกอบขึ้นจากเซลล์ต่าง ๆ  ที่รวมกันเป็นเนื้อเยื่อและอวัยวะ โดยอวัยวะย่อย ๆ แต่ละชนิดนั้นมีหน้าที่ต่าง ๆ กัน สุขภาพดีนั้นเกิดขึ้นจากการที่อวัยวะต่าง ๆ สามารถทำหน้าที่ตามปกติของตนเอง และประสานกับอวัยวะอื่น ๆ  อันเป็นผลให้กระบวนการทางชีววิทยาดำเนินไปได้ตามปกติ วิทยาการการแพทย์ตะวันตกจึงอธิบายปรากฏการณ์ความเจ็บป่วยโดยอาศัยข้อเท็จจริงทางชีววิทยาเป็นสำคัญ โดยความเจ็บป่วยต่าง ๆ จะต้องถูกสืบค้นให้พบว่ามีสาเหตุมาจากความผิดปกติของอวัยวะใดและการเยียวยารักษาก็จะมุ่งไปแก้ปัญหาเฉพาะส่วนที่อวัยวะที่ผิดปกตินั้น ๆ เช่น การผ่าตัด, การฉายแสง, การใช้ยาที่ออกฤทธิ์ต่ออวัยวะหรือระบบอวัยวะที่ผิดปกติ, การใช้ยาจิตเวชเพื่อปรับสารสื่อประสาทให้อยู่ในภาวะสมดุล เป็นต้น แนวทางการแก้ไขปัญหาความเจ็บป่วยตามแนวคิดชีวเวชศาสตร์จึงจำกัดตัวอยู่ในขอบเขตของการแก้ปัญหาทางกายเป็นสำคัญ และไม่สามารถเชื่อมโยงไปสู่มิติทางสังคมจิตวิทยาของการเจ็บป่วยได้ ซึ่งเป็นผลให้ขาดการใช้มาตรการทางสังคมและมาตรทางจิตวิทยาในการเยียวยารักษาผู้ป่วย
                ถึงแม้ว่าแนวคิดตะวันตกเรื่องความเจ็บไข้ได้ป่วยทั้ง 2 แนวคิดดังกล่าว ได้รับการเผยแพร่และเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวาง แต่การรับเอาแนวคิดตะวันตกดังกล่าวเข้ามาในสังคมไทยนั้น ก็มิได้เป็นไปในลักษณะที่รับเอามาทั้งหมด และปฏิเสธแนวคิดดั้งเดิมของวัฒนธรรมไทย ทว่าเป็นไปในลักษณะที่มีการผสมผสานทางแนวคิดอย่างมีการเลือกรับปรับใช้ การเลือกใช้แนวคิดต่าง ๆ เพื่อการแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างยืดหยุ่น และมิได้ยึดถือว่าแนวคิดใดแนวคิดหนึ่งจะถูกต้องทั้งหมด ทั้งในระดับชาวบ้านนั้น แนวคิดต่าง ๆ เหล่านี้มิได้ถูกถือว่าขัดแย้งหรือเป็นปฏิปักษ์ต่อกัน แต่ทว่ามีส่วนเสริมซึ่งกันและกันในกระบวนการแก้ไขปัญหา โดยจะเลือกใช้แนวคิดที่สามารถอธิบายหรือตอบปัญหาในมิติต่าง ๆ กันอย่างผสมกลมกลืน เช่น เมื่อเกิดความเจ็บป่วยขึ้นก็อาจไปรับการรักษาที่โรงพยาบาล ซึ่งแพทย์อาจให้คำอธิบายถึงความผิดปกติของอวัยวะต่าง ๆ ในขณะเดียวกันคำถามหรือข้อข้องใจอีกหลายประการ เช่น ทำไมโรคนี้จึงต้องมาเกิดเฉพาะเจาะจงกับตน ทำไมไม่เกิดกับผู้อื่น ทั้งที่ผู้อื่นอาจมีพฤติกรรมเสี่ยงเช่นเดียวกับตน หรือทำไมจึงต้องมาเกิดในเวลานี้ ทำไมไม่เป็นเวลาอื่น มีสิ่งใดอยู่เบื้องหลังที่ดลบันดาลให้เกิดความเจ็บป่วยนี้ขึ้นหรือไม่ คำถามหรือข้อข้องใจเหล่านี้จะไม่สามารถหาคำตอบได้จากแพทย์ตะวันตก และแพทย์ก็ดูเหมือนจะไม่สนใจตอบคำถามเหล่านี้เท่าใดนัก ทั้งนี้เพราะกรอบแนวความคิดของการแพทย์ตะวันตกสนใจข้อเท็จจริงทางชีววิทยาเป็นสำคัญ ในขณะที่ในสถานการณ์อันตึงเครียดและคับขันของภาวการณ์เจ็บป่วยนั้นก่อให้เกิดความวิตกกังวลต่าง ๆ แก่ผู้เกี่ยวข้องจนต้องดิ้นรนแสวงหาคำตอบหรือคำอธิบายที่ชัดเจนเพียงพอที่จะคลายปมแห่งความวิตกกังวลนั้น ๆ ได้ ถึงแม้ว่าคำอธิบายนั้น ๆ อาจไม่สามารถใช้เพื่อแก้ไขปัญหาใด ๆได้อย่างแท้จริง แต่อย่างน้อยก็สามารถสนองตอบต่อความขัดข้องใจ หรือสร้างความรู้สึกมั่นคงและอบอุ่นใจแก่ผู้เกี่ยวข้องได้
References
1.             โกมาตร  จึงเสถียรทรัพย์ ยต. สุขภาพไทย วัฒนธรรมไทย. กรุงเทพฯ: สำนักวิจัยสังคมและสุขภาพ; 2550.
2.             เอกสารการสอนชุดวิชาวัฒนธรรมพื้นบ้านของไทย: สาขาวิชาศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช; 2558.
 

เอกสารดาวน์โหลด
วันที่ประกาศ : 2016-06-17 16:58:04 | ดาวน์โหลด : 6204 | ดู : 1244
 
 

โรงพยาบาลจิตเวชเลยราชนครินทร์ @2014
กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข