Google GOOGLE เว็บไซต์นี้ เว็บไซต์ EC ทั้งหมด
องค์ความรู้
ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับวัฒนธรรมกับสุขภาพจิต
ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับวัฒนธรรมกับสุขภาพจิต
(Introduction to Cultural Psychiatry)
เรียบเรียงโดย นพ.พูนพัฒน์  กมลวุฒิพงศ์
รพ.จิตเวชเลยราชนครินทร์
วัฒนธรรม (Culture)
ความหมายของวัฒนธรรม
วัฒนธรรมเป็นสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นแล้ว ทะนุบำรุง ถ่ายทอดและเปลี่ยนแปลง วัฒนธรรม มีวิธีการเรียนรู้รับช่วงสืบต่อกันมาและสร้างสรรค์เพิ่มเติม การที่มนุษย์สามารถสร้างวัฒนธรรมได้ดี ก็เพราะมีลักษณะทางกายและจิตใจเป็นพิเศษเหนือกว่าสัตว์ทั้งปวง ได้มีผู้ให้ความหมายของคำว่าวัฒนธรรมไว้หลายความหมาย
พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตสถาน พ.ศ.2542 นิยามความหมายของวัฒนธรรมว่า สิ่งที่ทำความเจริญงอกงามให้แก่หมู่คณะ เช่น วัฒนธรรมไทย วัฒนธรรมในการแต่งกาย, วิถีชีวิตของหมู่คณะ เช่น วัฒนธรรมพื้นบ้าน วัฒนธรรมชาวเขา (1)
Taylor  ให้ความหมายวัฒนธรรมว่า เป็นส่วนทั้งหมดที่ซับซ้อนประกอบด้วยความรู้ ความเชื่อ ศิลปะ ศีลธรรม กฎหมาย ประเพณี และความสามารถอื่น ๆ ที่มนุษย์ได้มาในฐานะเป็นสมาชิกของสังคม  และวัฒนธรรมทำให้มนุษย์แตกต่างจากสัตว์อื่น เพราะมีภาษา มีสถาบันต่าง ๆ มีศีลธรรม มีจารีตประเพณี มีการถ่ายทอดเพิ่มพูนสืบต่อกันมา และมีเครื่องมือเครื่องใช้ที่ทันสมัย สามารถอธิบายความหมายของพฤติกรรมต่างๆและสิ่งต่างๆด้วยการบอกเล่าหรือประดิษฐ์ขึ้นเป็นสัญลักษณ์ (2)          
                สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ ให้ความหมายว่า วัฒนธรรม หมายถึง ความเจริญงอกงาม ซึ่งเป็นผลจากระบบความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับมนุษย์, มนุษย์กับสังคมและมนุษย์กับธรรมชาติ จำแนกออกเป็น 3 ด้าน คือ จิตใจ สังคม และวัตถุ มีการสั่งสมและสืบทอดจากคนรุ่นหนึ่งไปสู่คนอีกรุ่นหนึ่ง จากสังคมหนึ่งไปสู่อีกสังคมหนึ่ง จนกลายเป็นแบบแผนที่สามารถเรียนรู้และก่อให้เกิดผลิตกรรมและผลิตผล ทั้งที่เป็นรูปธรรมและนามธรรม อันควรค่าแก่การวิจัย อนุรักษ์ ฟื้นฟู ถ่ายทอด เสริมสร้างเอตทัคคะ และแลกเปลี่ยน เพื่อสร้างดุลยภาพแห่งความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ สังคม และธรรมชาติ ซึ่งจะช่วยให้มนุษย์สามารถดำรงชีวิตอย่างมีสุข สันติสุข และอิสรภาพ อันเป็นพื้นฐานแห่งอารยธรรมของมนุษยชาติ
สุพัตรา สุภาพ  ให้ความหมายวัฒนธรรมว่า ครอบคลุมถึงทุกสิ่งทุกอย่างอันเป็นแบบแผนในความคิด และการกระทำที่แสดงออกถึงวิถีชีวิตของมนุษย์ในสังคมของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง หรือสังคมใดสังคมหนึ่ง มนุษย์ได้คิดสร้างระเบียบกฎเกณฑ์ วิธีในการปฏิบัติ การจัดระเบียบตลอดจนความเชื่อ ความนิยม ความรู้ และเทคโนโลยีต่างๆในการควบคุมและใช้ประโยชน์จากธรรมชาติ (2)
อมรา  พงษ์ศาพิชญ์ กล่าวว่า วัฒนธรรม คือ สิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น หรือกำหนดขึ้น มิใช่สิ่งที่ทำตามสัญชาตญาณ (3)
โดยสรุป วัฒนธรรม (Culture) หมายถึง วิถีการดำเนินชีวิต (The Way of Life) ของคนในสังคม ซึ่งเป็นสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น
เมื่อกล่าวถึงคำว่า “วัฒนธรรม” หลายคนนึกถึง “วัฒนธรรมประเพณี” เพราะเป็นคำที่มักกล่าวถึงคู่กัน แต่ที่จริงแล้ว “ประเพณี” เป็นเพียงส่วนหนึ่งของวัฒนธรรม กล่าวโดยง่ายที่สุด “วัฒนธรรม” ก็คือ สิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น สิ่งใดที่เกิดตามธรรมชาติ (Nature) ไม่ถือว่าเป็นวัฒนธรรม ตัวอย่างเช่น ก้อนหินธรรมดา ไม่ถือเป็นวัฒนธรรมเพราะมีอยู่ตามธรรมชาติ แต่ก้อนหินใด ที่คนบอกว่าศักดิ์สิทธิ์หรือรักษาโรคได้ ก้อนหินนั้นกลายเป็นวัฒนธรรม เพราะมนุษย์สร้างความหมายกับก้อนหินนั้น อีกตัวอย่างหนึ่งคือ เพศกำเนิด (sex) ไม่เป็นวัฒนธรรม เพราะเป็นเพศตามธรรมชาติทางชีวภาพ แต่เพศสภาพ (gender) เป็นวัฒนธรรม เพราะเป็นเพศที่บุคคลนั้นเลือกที่จะเป็น โดยไม่ต้องตรงกับเพศกำเนิดก็ได้
ส่วนอีกคำที่สำคัญ คือ ค่านิยม (Value) หมายถึง สิ่งที่คนสนใจยกย่องมีค่าและมีประโยชน์ต่อบุคคลหรือต่อสังคม ในสิ่งเดียวกันนี้สังคมหนึ่งอาจถือว่าดีมีประโยชน์ แต่อีกสังคมหนึ่งถือว่าไม่ดีไม่มีประโยชน์ก็ได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความเชื่อของคนในสังคมนั้น ค่านิยม หมายรวมถึง ความสัมพันธ์ทางสังคม ภาษา อวัจนภาษาทางความคิด/อารมณ์ ศีลธรรม/ศาสนา ประเพณี เทคโนโลยี และเศรษฐกิจ ค่านิยมจึงจัดเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรม (4)
                 
ลักษณะของวัฒนธรรม
                1. เป็นสิ่งที่ได้มาจากการเรียนรู้  เนื่องจากมนุษย์เราแตกต่างจากสัตว์ในแง่ที่เราอาศัยสัญชาติญาณการทำการต่าง ๆ ได้น้อยมาก  หรือไม่ได้เลย  และการเรียนรู้นี้ต้องเรียนรู้จากมนุษย์ด้วยกัน
                2. เป็นมรดกทางสังคม  วัฒนธรรมจะต้องมีการเรียนรู้ สามารถผ่านจากรุ่นหนึ่งสู่รุ่นต่อไป เพราะวัฒนธรรมเป็นของที่มีอยู่แล้วในสังคม  เพียงแต่ถ่ายทอดกันไปเท่านั้น  และบุคคลรุ่นต่อมา  เพียงแต่ปรับปรุงคิดค้นสิ่งใหม่ ๆ  เป็นการสร้างความเจริญให้แก่วัฒนธรรม  และสังคมมนุษย์ให้อยู่ในระดับสูงขึ้น  การที่สร้างวัฒนธรรมสามารถถ่ายทอดกันได้                
3. เป็นกลุ่มของความหมาย ผ่านคำ ภาษา พฤติกรรม เหตุการณ์ และสัญลักษณ์ ซึ่งมีความหมายยอมรับกันในกลุ่มวัฒนธรรมนั้น ก็เพราะมนุษย์มีภาษาเป็นสื่อกลางในการถ่ายทอด  ภาษาจึงเป็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่งของวัฒนธรรม
4. เป็นวิถีชีวิตหรือแบบของการดำรงชีวิต  ความคิดในเรื่องวัฒนธรรมทำให้สามารถจำแนกวัฒนธรรมของสังคมจากสังคมหนึ่ง  เป็นวัฒนธรรมเฉพาะอย่าง  เพราะบุคคลเกิดในสังคมใด  ก็เรียนรู้วัฒนธรรมของสังคมนั้น เป็นแม่แบบที่จะกำหนดรูปแบบ พฤติกรรมในอนาคต และมุมมองภายในคนแต่ละรุ่นที่จะเผชิญกับสถานการณ์ใหม่ ๆ ที่เกิดกับกลุ่ม เช่น  วัฒนธรรมชาวเขาต่าง ๆ  กับวัฒนธรรมของคนในเมือง
                5. เป็นสิ่งที่ไม่คงที่ มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา  เพราะมนุษย์มีการคิดค้นสิ่งใหม่ ๆ  หรือปรับปรุงของเดิมให้เหมาะสมกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป  จึงทำให้วัฒนธรรมมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ  เช่น  เดิมชาวไทยมีความคิดว่าผู้หญิงควรอยู่บ้านเลี้ยงลูก  ดูแลบ้านเรือน  ปัจจุบันเราจะเห็นผู้หญิงทำงานเคียงบ่าเคียงไหล่กับผู้ชายมากขึ้น  หรือเรื่องความคิดทางการเมือง
6. วัฒนธรรมเป็นรูปแบบของพฤติกรรมมนุษย์ ทั้งรับรู้ได้ภายในตนเอง (subjective) และสังเกตได้จากภายนอก (objective)
วัฒนธรรมเป็นตัวปรับแต่งอาการทางจิตเวชว่าจะแสดงออกอะไรและอย่างไร วัฒนธรรมมีอิทธิพลต่อความหมายของอาการที่เกิดขึ้น วัฒนธรรมส่งผลต่อผู้ป่วยในการเข้าถึงระบบบริการสุขภาพ และความสัมพันธ์ระหว่างผู้ป่วยกับแพทย์ บุคลากรทางการแพทย์ รวมไปถึงครอบครัวของผู้ป่วยด้วย
 
องค์ประกอบของวัฒนธรรม
1. องค์วัตถุ (Instrumental and Symbolic objects)  คือ  วัฒนธรรมวัตถุที่สามารถสัมผัส จับต้องได้  และมีรูปร่าง  เช่น  เครื่องมือเครื่องใช้  โรงเรียน  โรงงาน  บ้านเรือน  เครื่องจักร
                2. องค์กร (Association  or  lrganiqation)  หมายถึง  กลุ่มที่มีการจัดอย่างมีระเบียบ  หรือโครงสร้างอย่างเป็นทางการ  มีการวางกฎเกณฑ์ระเบียบข้อบังคับและวัตถุประสงค์ไว้แน่นอนเป็นกลุ่มที่มีความสำคัญในสังคมที่ซับซ้อน  เช่น  ครอบครัว  สภากาชาด  สหประชาชาติ
                3. องค์พิธีการ  (Vsage)  เป็นขนบธรรมเนียมเพณีที่ยอมรับกันโดยทั่วไป  เช่น  พิธีกรรมต่าง ๆ  ตั้งแต่เรื่องการเกิด  การหมั้น  การแต่งงาน  การบวชนาค  การขึ้นบ้านใหม่
                4. องค์มติ  (Concepts)  หมายถึง  ความเข้าใจ  ความเชื่อ  ความคิดเห็น  ตลอดจนอุดมการณ์ต่าง ๆ  เช่น  ความเชื่อกรรมเป็นเครื่องชี้เจตนา  ความเชื่อในเรื่องพระเจ้าองค์เดียว (Monotheism)หรือหลายองค์  (Polytheism) ตลอดจนอุดมการณ์ทัศนคติ
 
ประเภทของวัฒนธรรม
ประเภทของวัฒนธรรม  จำแนกได้เป็น  2 ประเภทใหญ่ ได้แก่
                1. วัฒนธรรมรูปธรรม  หรือวัฒนธรรมประเภทวัตถุ  (Material Culture) เช่น ที่อยู่อาศัยอาหาร  เครื่องนุ่งห่ม
2. วัฒนธรรมนามธรรม หรือวัฒนธรรมที่เกี่ยวกับจิตใจ  (Spiritual Culture) เป็นวัฒนธรรมในลักษณะที่เป็นสัญลักษณ์  เช่น  ภาษาพูด  ระบบ  ความเชื่อ  กิริยามารยาท  ขนบธรรมเนียมประเพณี
หรืออาจจะจำแนกประเภทของวัฒนธรรมได้   4 ประเภทย่อย  ดังนี้
1) วัฒนธรรมทางวัตถุ (Material cultrure) ได้แก่ สิ่งที่มนุษย์ผลิตขึ้นทั้งมวล เช่น เครื่องใช้ประจำวัน ประจำตัว ประจำอาชีพ
2) วัฒนธรรมทางคุณธรรม (Moral culture) ประกอบด้วยความเชื่อ ค่านิยม คุณธรรม จริยธรรมของบุคคลและสังคม
3) วัฒนธรรมทางสังคม (Social culture) ได้แก่ วัฒนธรรมที่เกี่ยวกับการคบค้าสมาคมกิจกรรมต่าง ๆ ที่ทำให้มนุษย์เกิดสัมพันธ์กันในระดับต่าง ๆ ประเพณีต่าง ๆ ที่เอื้อต่อมนุษย์สัมพันธ์
4) วัฒนธรรมทางกฎหมาย (Legal culture) ได้แก่ กฎระเบียบของกฎหมาย  ความเชื่อในระเบียบประเพณีของสังคม ซึ่งจะก่อให้เกิดความคิดและคุณธรรม สามัคคีธรรม และยุติธรรมในสังคม
 
วัฒนธรรมย่อยหรืออนุวัฒนธรรม  (Subculture)
                วัฒนธรรมย่อย  ซึ่งแต่ละกลุ่มยึดถือปฏิบัติเป็นเอกลักษณ์ของตนตามสภาพแวดล้อม  และการถ่ายทอดในกลุ่ม  โดยมีโครงสร้าง  รูปแบบ  และขั้นตอนที่แตกต่างกันไป  (Culture pluralism)  ดังนั้น  สังคมมีวัฒนธรรมย่อยมาก  สังคมนั้นยิ่งจะซับซ้อนมากขึ้น  บางครั้งมีการขัดแย้งระหว่างวัฒนธรรมย่อยต่าง ๆ  วัฒนธรรมย่อยที่มีความสำคัญต่อการดำเนินชีวิตของกลุ่มในสังคม  คือ
                1. วัฒนธรรมย่อยทางชาติพันธุ์  (ethnic subculture)  พบเห็นได้ง่ายและชัดเจน  เช่น  การแต่งกายภาษา  ขนบธรรมเนียมประเพณี  และอาหาร  วัฒนธรรมย่อยทางเชื้อชาติ  เห็นได้ชัดเจนในประเทศใหญ่ที่มีประชากรมาก  มีการเคลื่อนย้ายสูง  ทำให้ความหลากหลายในวัฒนธรรม  (Culture  diversity)  ในประเทศไทย  เช่น  ชาวไทยภูเขา  ไทยมุสลิม  เผ่าตองเหลือง
                2. วัฒนธรรมย่อยท้องถิ่น  (regional subculture)  เป็นขนบธรรมเนียมประเพณีที่ยึดถือปฏิบัติแต่ละท้องถิ่น  เช่น  ประเทศไทยแบ่งเป็นภาคต่าง ๆ 
                3. วัฒนธรรมย่อยทางอาชีพ  (occupation subculture)  กลุ่มคนที่มีอาชีพต่างกัน  เช่น  ชาวนา  มีพิธีกรรมเพื่อขอฝน  ชาวประมงมีการเซ่นไหว้เพื่อจับปลา  แพทย์-พยาบาล  มีศัพท์เทคนิคใช้เฉพาะในกลุ่มของงาน
                4. วัฒนธรรมย่อยทางศาสนา  (religious subculture)  เป็นวัฒนธรรมย่อยที่มีอิทธิพลอย่างยิ่งต่อจิตใจ  และวิญญาณของกลุ่มคน  ศาสนาเป็นรากฐานของความเชื่อ  ความเชื่อทางศาสนาทำให้คนแยกเป็นกลุ่มย่อย ๆ 
5. วัฒนธรรมย่อยตามความแตกต่างระหว่างเพศ (gender subculture)  แต่ละสังคมจะกำหนดลักษณะและบทบาทของชาย  หญิง  ไว้แตกต่างกันตามความเชื่อ  ค่านิยม  และการปฏิบัติสืบต่อกันมา
 
เชื้อชาติและชาติพันธุ์ (Race and Ethnicity) (5)
เชื้อชาติ (race) หมายถึง การจัดกลุ่มมนุษย์จากลักษณะทางชีวภาพ (ในทางทฤษฎีคือ ตามพันธุกรรม) ในความเป็นจริงแล้ว นักชีววิทยาพิจารณาว่า เชื้อชาติ ไม่ค่อยมีความสัมพันธ์กับปรากฏการณ์ทางชีววิทยาที่วัดได้ หรือปรากฏการณ์ทางวัฒนธรรม ถึงแม้ว่ามีลักษณะร่วมกันในกลุ่มเชื้อชาติบางกลุ่ม (เช่น สีผิว) อาจจะเห็นได้ชัดเจนการใช้เชื้อชาติรวมบุคคลเข้าด้วยกัน อาจจะเกิดความเข้าใจผิดของลักษณะเด่น และอาจจะอิงกับพื้นฐานทางชีวภาพในการแบ่งแยกมากเกินไป เพราะไม่มีลักษณะไหนที่บ่งบอกถึงเชื้อชาติได้ทั้งหมด ในเรื่องเชื้อชาติ (Race) ยังมีอีกประเด็นหนึ่งที่สำคัญ  คือ ทางวิทยาศาสตร์ยังคงเป็นที่สงสัยว่า มนุษย์ทำไมถึงแบ่งกลุ่มตามลักษณะทางกายภาพ หน้าตาที่เห็น  เชื้อชาติส่งผลกระทบกับคนหรือกลุ่มคน แม้ว่าจะสะท้อนถึงกายภาพ ชีวภาพและพันธุกรรมที่อยู่ภายในก็ตาม เชื้อชาติยังส่งผลให้ความหมายทางด้านอารมณ์และตอบสนองได้อย่างรุนแรง
ในทางตรงกันข้าม ชาติพันธุ์ (ethnicity) เป็นคำที่นิยมใช้ในการวิจัยข้ามวัฒนธรรมมากกว่า โดยหมายถึง กลุ่มของมนุษย์ที่มีความรู้สึกถึงอัตลักษณ์ร่วมกัน มีบรรพบุรุษร่วมกัน และมีความเชื่อ ประวัติศาสตร์ร่วมกัน การสัมภาษณ์ประวัติชาติพันธุ์ ควรเน้นที่ประสบการณ์ทางชาติพันธุ์นั้น เช่น ประเพณี ธรรมเนียมปฏิบัติและบทบาทของครอบครัว, ศาสนา, อาหาร และค่านิยมต่างๆ ชาติพันธุ์ (Ethnicity) ยังเป็นความรู้สึกของบุคคลที่เป็นเจ้าของประเทศ หรือศาสนา ความเชื่อร่วมกัน ค่านิยม และการปฏิบัติร่วมกัน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการเป็นตัวตนและภาพลักษณ์ของตัวเอง
 
 
การผสมผสานและการกลืนกลายทางวัฒนธรรม (Acculturation & assimilation) (5)
ไม่มีวัฒนธรรมใดที่คงอยู่ถาวร การเข้าถึงสื่อต่าง ๆ เช่น สื่อสิ่งพิมพ์, วิทยุ, โทรทัศน์, และการเดินทางที่ง่ายขึ้น เป็นผลทำให้วัฒนธรรมเปลี่ยนแปลงได้เร็วขึ้น เช่น ในคนต่างด้าวย้ายถิ่นรับวัฒนธรรมของเจ้าถิ่นเข้ามา
การผสมผสานทางวัฒนธรรม (acculturation) หมายถึง การที่รับเอาวัฒนธรรมของเจ้าของบางส่วนไว้ แต่การกลืนกลายทางวัฒนธรรม (assimilation) หมายถึง การรับเอาวัฒนธรรมใหม่ทั้งหมดเป็นอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของตน
คนที่ละเลยวัฒนธรรมดั้งเดิมของตนเอง ไม่ว่าจะถูกบังคับหรือสมัครใจ แต่ก็ไม่สามารถรับเอาวัฒนธรรมใหม่ได้ มักจะสูญเสียอัตลักษณ์และเป้าหมายในชีวิต ซึ่งนำไปสู่ความเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตายหรือติดสารเสพติดได้
 
อัตนิยมทางวัฒนธรรม (Ethnocentrism)
การวิเคราะห์หรือศึกษาเกี่ยวกับวัฒนธรรมของสังคมอื่น ด้วยการนำเอาค่านิยมหรือความคิดจากประสบการณ์ส่วนตัวมาวัดหรือประเมินวัฒนธรรมอื่น ๆ ด้วย ซึ่งอาจทำให้เกิดความคิดว่าวัฒนธรรมของตนเหนือกว่าวัฒนธรรมอื่น ๆ เกิดความรู้สึกแบ่งแยกจนถึงขั้นเหยียดหยามหรือดูหมิ่นวัฒนธรรมอื่นได้ เช่น การเหยียดเชื้อชาติ (Racism)
 
ความเป็นมาของจิตเวชศาสตร์วัฒนธรรม (Cultural Psychiatry)
กว่า 100 ปีที่ผ่านมาแล้วที่ Emil Kraepelin ผู้ก่อตั้งจิตเวชแนวใหม่ (modern psychiatry) ได้เล็งเห็นถึงหลักการใหม่ของจิตเวชศาสตร์เชิงเปรียบเทียบ (comparative psychiatry) ซึ่งให้ความสำคัญกับประเด็นของชาติพันธุ์และวัฒนธรรมต่อสุขภาพจิตและการเจ็บป่วยทางจิตเวช หลักการใหม่อันนี้ได้รู้จักกันในนามของจิตเวชศาสตร์ข้ามวัฒนธรรม (transcultural psychiatry) ตั้งแต่ปี 1950 โดย Eric Wittkower, Henry Murphy ได้อธิบายถึงวัตถุประสงค์ของหลักการนี้ว่า เพื่อที่จะหาพิสูจน์ความจริงและอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างความเจ็บป่วยทางจิตและลักษณะของจิตสังคม ซึ่งมีความแตกต่างกันในเรื่องเชื้อชาติเผ่าพันธุ์และวัฒนธรรม ปัจจัยทางด้านสังคมวัฒนธรรมมีอิทธิพลต่อโรคทางจิตเวชทุกชนิด ความหลากหลายทางวัฒนธรรมมีส่วนสำคัญในการตัดสินถึงความเป็นโรคหรือไม่เป็นโรคทางจิตเวชของคนในชุมชน (6)

Emil Kraepelin
นักวิจัยพฤติกรรมมนุษย์ มักจะศึกษาพฤติกรรมปกติและผิดปกติในวัฒนธรรมที่หลากหลาย เพราะว่า นักทฤษฎีทางจิตเวช ทำนายว่า ความแตกต่างวัฒนธรรม มีผลต่อพฤติกรรม ซึ่งความแตกต่างทางวัฒนธรรมนี้ อาจจะช่วยให้เข้าใจข้อถกเถียงเรื่อง ธรรมชาติหรือการเลี้ยงดู (nature-nurture)  สิ่งใดกันแน่ที่มีผลต่อพฤติกรรมมนุษย์ ได้มีคำอธิบายว่า ความเป็นอยู่ของมนุษย์นั้น เกิดมาโดยกำเนิดและชีวภาพ ซึ่งพัฒนาการปรับแต่งต่อมาโดยสิ่งแวดล้อม และมีปฏิสัมพันธ์ไปมาระหว่าง 2 สิ่งนี้ตลอดช่วงชีวิตมนุษย์ ในทางจิตเวชศาสตร์ ก็มีหลักฐานเป็นที่ยอมรับกันมากขึ้นว่าปัจจัยทางชีวภาพ จะถูกเปลี่ยนแปลงอย่างมากในช่วงวัยเด็กตอนต้นผ่านการเลี้ยงดู (5)
 
จิตเวชศาสตร์วัฒนธรรม (Cultural Psychiatry) (5)
จิตเวชศาสตร์วัฒนธรรม (Cultural psychiatry, or Transcultural psychiatry/Cross-Cultural psychiatry) เป็นสาขาหนึ่งของจิตเวชศาสตร์ ซึ่งศึกษาในเรื่องต่อไปนี้
1. วัฒนธรรม/ปฏิสัมพันธ์ระหว่างวัฒนธรรมและบุคคล ที่มีผลต่อสุขภาพจิต, ความเจ็บป่วยทางจิตและการรักษาทางจิตเวช
2. ความแตกต่างทางวัฒนธรรม ที่มีผลต่อสุขภาพจิต, ความเจ็บป่วยทางจิต และการรักษาทางจิตเวช
3. กลุ่มอาการเฉพาะทางวัฒนธรรม เช่น การอธิบายความเจ็บป่วยทางจิตด้วยภาษาเฉพาะถิ่น
โดย จิตเวชศาสตร์วัฒนธรรม (Cultural psychiatry) เป็นการผสมผสานระหว่างจิตเวชศาสตร์และมานุษยวิทยา [มานุษยวิทยา (Anthropology) เป็นการศึกษาวิถีความเป็นอยู่ของมนุษย์หรือวัฒนธรรมนั่นเอง]
ซึ่งประกอบด้วย 3 วิชาที่เกี่ยวข้องกัน:
(1) จิตมานุษยวิทยา (psychological anthropology) เป็นการศึกษาโดยใช้ทฤษฎีทางจิตพลวัต(psychodynamic) และจิตวิทยาเพื่อแปลความหมายความสัมพันธ์ระหว่างสังคมและวัฒนธรรม
(2) จิตเวชศาสตร์เชิงเปรียบเทียบ (comparative psychiatry) เป็นการศึกษาโดยใช้ระบาดวิทยาหรือการสำรวจ และวิธีการทางคลินิกเพื่ออธิบายและวิเคราะห์ความแตกต่างทางวัฒนธรรม ในเรื่องความชุก (prevalence) และอุบัติการณ์ (incidence) ของอาการและกลุ่มอาการของโรค
 (3) มานุษยวิทยาการแพทย์ (medical anthropology) เป็นการศึกษาโดยใช้วิธีการทางมานุษยวิทยาเพื่ออธิบายความแตกต่างทางวัฒนธรรมในการเกิดโรคจากสังคมและวัฒนธรรม และในการรักษาหรือบทบาทการดูแล รวมไปถึงสัมพันธภาพที่เกี่ยวข้อง ตัวอย่างเช่น การมีบทบาทเป็นผู้ป่วย (sick role) มีความเกี่ยวข้องกับความเจ็บป่วยทางกายและทางจิต ซึ่งเกิดขึ้นได้ทุกวัฒนธรรม แต่มีการให้ความหมายและความคาดหวังที่แตกต่างกัน ในความเจ็บป่วยเดียวกันที่มีความเจ็บปวดทางกายระดับเดียวกัน แต่การให้ความหมายและแปลความแตกต่างกัน ทำให้เกิดการรับรู้โรคต่างกัน โดยในบางวัฒนธรรมไม่ได้มองว่าเป็นความผิดปกติ ในบางวัฒนธรรมก็ส่งเสริมให้แสดงความเจ็บปวดออกมามาก ขณะที่บางวัฒนธรรมไม่ส่งเสริมให้แสดงความเจ็บปวดเลย
                                                                                                
ทิศทางในอนาคตและการวิจัยด้านจิตเวชศาสตร์วัฒนธรรม (4)
การวิจัยด้านจิตเวชศาสตร์วัฒนธรรม มีแนวทางอยู่ 3 ด้าน ดังต่อไปนี้
1.ในแนวทางแรก จะเป็นการค้นคว้าเรื่องเฉพาะในจิตเวชศาสตร์ทั่วไป ที่สามารถเป็นสิ่งที่ใช้ศึกษาในมุมของวัฒนธรรม หัวข้อเรื่องระบาดวิทยาและประสาทชีววิทยาสามารถนำมาพิจารณาในแนวทางนี้ได้ โดยทางระบาดวิทยา จะมีประเด็นเบื้องต้นเกี่ยวกับบริการสาธารณสุข ได้แก่ การตีตราบาปว่าเป็นโรค (stigma), ชาติพันธุ์ (ethnicity), กระบวนการผสมผสานทางวัฒนธรรม (acculturation) และความหลากหลายทางวัฒนธรรม หัวข้อที่ควรจะพิจารณาในการวิจัยจิตเวชศาสตร์วัฒนธรรม ได้แก่ เรื่องภาษา, ศาสนา, ประเพณี, ความเชื่อ, จริยธรรม และบทบาททางเพศ
2.ในแนวทางที่สอง จะมีเป้าหมายเพื่อหาแนวคิดหลัก และเครื่องมือทางวัฒนธรรมที่เกี่ยวข้องกับการวิจัยทางคลินิก มีแนวคิดหลักอยู่  4 แนวคิด คือ สำนวนของความเจ็บป่วย  (Idioms of distress), ความปรารถนาทางสังคม (social desirability), ข้อมูลด้านชาติพันธุ์ (ethnographic data), และแบบอธิบายความเจ็บป่วย (explanatory models) โดยมีรายละเอียด ดังต่อไปนี้
                2.1 สำนวนของความเจ็บป่วย  (Idioms of distress) คือ แนวทางเฉพาะในวัฒนธรรมหรือสังคมที่แตกต่างกัน ในการอธิบายความเจ็บป่วย, พฤติกรรมตอบสนองต่อสิ่งคุกคามหรือปัจจัยที่ทำให้เกิดโรค มีรูปแบบในการอธิบาย, การเรียกชื่อและประเมินความเครียดที่เป็นเอกลักษณ์ที่แตกต่างกัน  
                2.2 ความปรารถนาทางสังคม (Social desirability) เป็นสาเหตุให้เกิดความเหมือนหรือความแตกต่างระหว่างวัฒนธรรมในการเผชิญหน้ากับเหตุการณ์ความตึงเครียด สมาชิกในบางวัฒนธรรมอาจจะทุกข์มากหรือน้อยกับปัญหาทางสุขภาพกายหรือจิตต่างกัน ดังนั้นแสดงว่ามีความแตกต่างของระดับความเปราะบาง/การยอมจำนนหรือการยอมรับ/ความเข้มแข็งทางจิตใจในวัฒนธรรมที่ต่างกัน ส่วนประเด็นเรื่องตราบาป (stigma) ในบริบทวัฒนธรรมที่ต่างกัน ก็มีผลต่อระดับการยอมรับหรือปฏิเสธความเจ็บป่วยด้วย
                2.3 ข้อมูลด้านชาติพันธุ์ (ethnographic data) ควรจะใช้ร่วมกับข้อมูลทางคลินิกและผลวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการหรือแบบทดสอบทางจิตวิทยา และการเล่าเรื่องราวชีวิต ที่ทำให้อธิบายสภาวะของบุคคลและขยายไปยังสังคมวัฒนธรรม,  ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล และสิ่งแวดล้อมในประสบการณ์ชีวิตของบุคคลได้ดีขึ้นด้วย
                2.4 แบบอธิบายความเจ็บป่วย (explanatory models) แต่ละวัฒนธรรมอธิบายความเจ็บป่วยในแนวทางที่ต่างกัน คำอธิบายนี้ไม่อธิบายเฉพาะแค่สมมติฐานการเกิดโรค แต่ยังอธิบายผลกระทบของปัจจัย, ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล ซึ่งนำไปสู่การยอมรับการวินิจฉัยทางคลินิก ที่สอดคล้องกับแนวคิดของวัฒนธรรมนั้น ๆ
3. ในแนวทางที่สาม พยายามรวม 2 แนวทางแรกโดยตรวจสอบ การวิจัยในพื้นที่ที่แตกต่าง บนพื้นฐานมิติของจิตเวชศาสตร์วัฒนธรรม
ในที่นี้จะเสนอแนวทางวิจัยในประเด็นด้านแนวคิด, ประเด็นทางปฏิบัติ, และประเด็นเรื่องที่รับความสนใจ ดังนี้
 
ประเด็นด้านแนวคิด (Conceptual Issues in Cultural Psychiatry)
เรื่องหนึ่งในประเด็นวิจัยในจิตเวชศาสตร์วัฒนธรรม คือ แนวคิดเกี่ยวกับเรื่องวัฒนธรรม (culture) และสิ่งแวดล้อม (environment) กล่าวคือ สิ่งแวดล้อมความหมายค่อนข้างกว้าง โดยที่วัฒนธรรมก็เป็นส่วนหนึ่งของสิ่งแวดล้อม ที่เป็นปัจจัยต่อสุขภาพและการเกิดโรคด้วย ซึ่งควรศึกษาในแง่มุมของความหลากหลาย, ลักษณะเฉพาะหรือธรรมชาติของโรคนั้นซึ่งเป็นผลมาจากวัฒนธรรม
มีคำถามว่า เราจะประยุกต์ใช้วัฒนธรรมอะไรไปใช้ได้จริงทางคลินิกจิตเวชบ้าง  วัฒนธรรมมีบทบาททั้งภาวะปกติและเป็นตัวทำให้เกิดโรคเสียเอง นอกจากนี้ วัฒนธรรมส่งผลต่อการรักษา ทั้งแนวทางรักษาตามความรู้ทางจิตเวชศาสตร์โดยทั่วไป และตามการอธิบายเชิงวัฒนธรรม สรุปก็คือ ความหลากหลายทางวัฒนธรรม มีบทบาทในการพยากรณ์โรคและผลการรักษาทางจิตเวชด้วย
แนวทางการวิจัยมีทั้งการศึกษาโดยใช้หลักฐานเชิงประจักษ์ (evidence-based approach) หรือการวิจัยเชิงปริมาณ และการศึกษาเชิงคุณภาพ (value-based approach)  คือเน้นคุณค่าและความหมายของทุกสิ่ง การศึกษาเชิงคุณภาพอาจศึกษาในประเด็นจริยธรรม เช่น ความยากจน, ภาวะว่างงาน, คนต่างด้าว และวินาศภัย  ซึ่งอาจมีอิทธิพลมาจากปัจจัยวัฒนธรรม หลักฐานที่พบเชิงคุณภาพนี้ อาจจะสนับสนุนการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ก็ได้
 
 
ประเด็นทางปฏิบัติ (Operational Issues in Cultural Psychiatry)
การแบ่งความปกติและผิดปกติในพฤติกรรมมนุษย์ เป็นประเด็นที่สำคัญในทางปฏิบัติ วัฒนธรรมมีบทบาทในการนิยามสิ่งเหล่านี้  และเป็นแนวคิดสำคัญในจิตเวชศาสตร์วัฒนธรรม ความปกติหรือผิดปกติเป็นความคิดเชิงเปรียบเทียบ ซึ่งแตกต่างกันตามบริบทวัฒนธรรม
ประเด็นทางปฏิบัติอีกประเด็น คือ ความหลากหลายทางวัฒนธรรม มีผลต่อการให้น้ำหนักและผลต่อการเกิดอาการ, กลุ่มอาการหรือโรคทางจิตเวช ซึ่งบางอย่างอาจจะสำคัญในการประเมินทางคลินิก เช่น ภาษา, การศึกษา, ศาสนา และรสนิยมทางเพศ ปัจจัยในทางปฏิบัติ ก็คือ การอธิบาย, ประเมิน และการทดสอบจุดแข็งและจุดอ่อนของผู้ป่วย ในเรื่อง พฤติกรรม, ทัศนคติ, การจัดการกับปัญหา, การเข้าสังคม, ทักษะทางอาชีพ และปัจจัยอื่น ๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่บ่งบอกอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม
วัฒนธรรมมีบทบาทสำคัญในการรับรู้ความรุนแรงของอาการ, การทำหน้าที่ของผู้ป่วยที่บกพร่อง และคุณภาพชีวิต การประเมินความรุนแรง นำไปสู่การอธิบายสาเหตุหรือปัจจัยเกิดโรค การตัดสินเกี่ยวกับระดับของความบกพร่องด้านหน้าที่ และคุณภาพชีวิตผู้ป่วยด้วย เช่น ความสุข, ความกินดีอยู่ดี และความสงบในจิตใจ
ประเด็นวิจัยจิตเวชศาสตร์วัฒนธรรม จำเป็นที่จะศึกษาประชากรและนำสิ่งที่พบไปขยายใช้ในกรณีทั่วไปได้ ระเบียบวิธีวิจัยจำเป็นต้องประยุกต์วิธีเก็บข้อมูลด้านสถิติ, อธิบายและแยกความแตกต่างระหว่างกลุ่มชาติพันธุ์หรือกลุ่มวัฒนธรรมย่อย และวิธีวัดตัวแปรทางสถิติ, อาการ, การวินิจฉัยและคำนึงถึงโครงสร้างทางวัฒนธรรมด้วย
การทดสอบและแบบสอบถามหลายอย่าง ใช้ในคลินิกและการวิจัย ได้รับการพัฒนาขึ้นเป็นภาษาอังกฤษ และอาจจะไม่เหมาะกับการใช้ในชนกลุ่มน้อย หรือคนที่ไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษ เพราะขาดความเท่าเทียมกันทางวัฒนธรรม การแปล ก็ไม่มีความเท่าเทียมกันเพียงพอในเชิงภาษา เช่น ความหมายและนัยยะ สำนวนที่ต่างกันระหว่างภาษา นอกจากนี้ บรรทัดฐานอาจจะต่างกันระหว่างกลุ่มชาติพันธุ์ และการทดสอบจำเป็นต้องทำให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน เมื่อนำมาใช้กับผู้ป่วย
ความซับซ้อนของการแปลเครื่องมือ ขึ้นกับโครงสร้างที่แตกต่างระหว่าง 2 วัฒนธรรม การแปลมี 4 วิธีที่แตกต่างกัน
วิธีเน้นอัตนิยมทางวัฒนธรรม (ethnocentric approach) เป็นวิธีที่ผู้วิจัยสันนิษฐานว่าแนวคิดใน 2 วัฒนธรรมนั้น ซ้อนทับกันอย่างสมบูรณ์ เครื่องมือที่ใช้ในคนที่ต่างกลุ่มกัน มาจากต้นกำเนิดและบรรทัดฐานเดียวกัน ซึ่งหมายความว่ามองทุกวัฒนธรรมว่าเหมือนกันหมด
วิธีเน้นการปฏิบัติ (pragmatic approach) สันนิษฐานว่า ใน 2 วัฒนธรรมมีการซ้อนทับกันบางส่วน
วิธีการมองจากคนใน (emic aspect) มีโครงสร้างชัดเจนขึ้นเน้นจากมุมมองของคนในวัฒนธรรมนั้น
วิธีเน้นทั้งคู่ทั้งมุมมองจากคนในและคนนอก (emic plus etic approach) เป็นวิธีที่พัฒนาไปอีกขั้นหนึ่ง โดยพยายามวัดวัฒนธรรมเฉพาะผสมผสานให้มีโครงสร้างที่ชัดเจน, สุดท้ายแล้ว บางครั้ง ถ้าแนวคิดทางวัฒนธรรมนั้น ไม่ได้ซ้อนทับกันเลยระหว่าง 2 วัฒนธรรม การแปลนั้นก็ยากมากแทบเป็นไปไม่ได้เลย
ประเด็นเรื่องที่ได้รับความสนใจ (Topical Issues in Cultural Psychiatry)
มี 5 มิติของกระบวนการทางคลินิกที่เกี่ยวข้องกับวิจัยทางจิตเวชศาสตร์วัฒนธรรม โดยมีสมมติฐานเบื้องต้นว่า วัฒนธรรมมีผลต่อด้านต่าง ๆ เหล่านี้ ทั้งหมดนี้มีความสัมพันธ์ทางคลินิกในระดับต่างกัน ระหว่างผู้ป่วยและแพทย์
วัฒนธรรม เป็น เครื่องมือในการตีความหรืออธิบาย (Culture as an Interpretive or Explanatory Tool)
การใช้วัฒนธรรม เป็นเครื่องมือในการตีความหรืออธิบายพฤติกรรมและอาการ มาจากหลักฐานว่า มันสะท้อนถึงความสัมพันธ์ของคนกับวัฒนธรรมรอบตัว  แบบอธิบายความเจ็บป่วย (explanatory model) เป็นแนวทางที่คนต่างวัฒนธรรมมองสาเหตุของความเจ็บป่วยเป็นความผิดปกติ, ไม่สบายหรือเป็นโรคที่ต่างกัน เครื่องมือหลักสำหรับการวิจัยเรื่องแบบอธิบายความเจ็บป่วย เป็นการบรรยายภาพของชาติพันธุ์ นี่เป็นวิธีการเน้นมุมมองจากคนใน (emic approach), อธิบายส่วนประกอบของความเชื่อและพฤติกรรม ซึ่งแตกต่างกันในแต่ละกลุ่มวัฒนธรรม รวมไปถึงการวิเคราะห์รูปแบบภาษา, ประสบการณ์, อุปมาอุปไมย, ประวัติศาสตร์, ตำนาน, ประเพณี, ความเชื่อและพิธีกรรมด้วย
วัฒนธรรมเป็นตัวทำให้เกิดโรคหรือปรับแต่งโรค (Culture as a Pathogenic or Pathoplastic Agent)
วัฒนธรรม อาจจะเป็นตัวทำให้เกิดโรคและอาจจะเป็นตัวการสร้างอาการขึ้น ตัวอย่างเช่น เหตุการณ์ในชีวิต จะมีสีสันตามลักษณะวัฒนธรรมที่ผู้ป่วยอาศัยอยู่ ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญในการวิจัยได้ ที่พบคล้ายกันคือ ภายในครอบครัว มีปฏิสัมพันธ์กันตลอดระยะของวงจรชีวิต เช่น ในการเลี้ยงดูบุตร อาจมีประโยชน์เป็นผลต่อการป้องกันโรค หรืออาจจะทำให้เกิดโรคก็ได้  
ในประเด็นว่า วัฒนธรรมเป็นตัวปรับแต่งโรค หมายถึง เป็นทางที่อาการจะแสดงออกมา ขึ้นกับช่วงเวลาและสถานการณ์
เอกสารดาวน์โหลด
วันที่ประกาศ : 2016-06-17 17:51:06 | ดาวน์โหลด : 2865 | ดู : 1240
 
 

โรงพยาบาลจิตเวชเลยราชนครินทร์ @2014
กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข